วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์ชนชาติม้ง(เหมียว)ในประเทศจีน

Hadชาวเหมียว (หรือชาวแม้ว) มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองและมณฑลต่างๆในประเทศจีนหลายแห่ง เช่น กุ้ยโจว(贵州Guìzhōu) หูหนาน (湖南Húnán) ยูนนาน (云南Yúnnán) ซื่อชวน (四川 Sìchuān) กว่างซี(广西Guǎnɡxī) หูเป่ย(湖北Húběi) ห่ายหนาน(海南Hǎinán) ถิ่นที่มีชาวเหมียวรวมตัวกันอยู่มากที่สุดคือ บริเวณรอยต่อทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเฉียนตงกับเมืองเซียงเอ้อ โดยเฉพาะที่เมืองเซียงซี(湘西 Xiānɡxī) นอกจากนี้ยังมีชาวเหมียวกลุ่มเล็กๆกระจัดกระจายอยู่หุบเขาเหมียวในมณฑลกว่างซี บริเวณรอยต่อของเมืองเตียนเฉียนกุ้ย(滇黔桂Diānqiánɡuì) กับชวนเฉียนเตียน(川黔滇Chuānqiándiān) จากการสำรวจจำนวนประชากรครั้งที่ 5 ของจีนในปี 2000 ชนกลุ่มน้อยเผ่าเหมียว มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 8,940,116 คน พูดภาษาเหมียว จัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต สาขาภาษาเหมียว-เหยา(แม้ว-เย้า) แขนงภาษาเหมียวตั้งแต่อดีตชาวเหมียวอพยพย้ายถิ่นที่อยู่หลายต่อหลายครั้ง ชุมชนชาวเหมียวจึงกระจัดการจายไปมาก เมื่อแยกกันอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ภาษาที่ใช้มีความแตกต่างกัน ปัจจุบันภาษาเหมียวแบ่งได้ 3 สำเนียงคือ สำเนียงเซียงซีตะวันออก(湘西 Xiānɡxī) สำเนียงเฉียนตงกลาง (黔东Qiándōnɡ) และสำเนียงชวนเฉียนเตียนตะวันตก(川黔滇Chuānqiándiān) สำเนียงชวนเฉียนเตียนตะวันตกนี้ยังแบ่งออกได้อีก 7 สำเนียงย่อย ชาวเหมียวที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนกลุ่มน้อยอื่น บางที่พูดภาษาของชนกลุ่มที่ใหญ่กว่าเช่น ภาษาจีน ภาษาต้ง ภาษาจ้วง มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่เป็นชุมชนโบราณของเผ่าเหมียว พบศิลาจารึกที่คาดว่าจะเป็นอักษรของชาวเหมียว แต่ไม่มีการสืบทอดและสูญหายไป กระทั่งปี 1956 รัฐบาลจีนได้ประดิษฐ์อักษรสำหรับชนเผ่าเหมียวขึ้นโดยใช้อักษรลาติน และใช้อย่างกว้างขวางจนปัจจุบันประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชนชาวเหมียวมีมานานหลายพันปี จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สืบย้อนไปเมื่อสี่พันปีก่อน ในบันทึกเอกสารโบราณมีการกล่าวถึงชนเผ่ากลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง รวมเรียกชนเผ่าเหล่านี้ว่า “หนานหมาน” (南蛮Nánmán) ในจำนวนนี้มีชนชาวเหมียวรวมอยู่ด้วย นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่าชื่อ “ชือโหยว” (蚩尤 Chīyóu) ที่ปรากฏในนิทานปรัมปราโบราณที่ชาวเหมียวให้ความเคารพบูชานั้น มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบรรพบุรุษของชาวเหมียว บางท่านให้ความเห็นว่าเหมียวสามฝ่ายที่กล่าวถึงในสมัยโบราณเป็นบรรพบุรุษของชาวเหมียวในปัจจุบัน บ้างเชื่อว่าชาวเหมียวในปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากชาว “เหมา” (髳 Máo) ในสมัยอินโจว(殷周 Yīnzhōu) อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดเกี่ยวกับกำเนิดที่มาของชนชาวเหมียว แต่หลักฐานที่เพียงพอที่จะสรุปได้ในขณะนี้ก็คือ เมื่อสองพันกว่าปีก่อน ในสมัยฉินฮั่น (秦汉时代 Qín Hàn shídài) ชาวเหมียวตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนขึ้นแล้วในบริเวณพื้นที่ที่เป็นเมืองเซียงซี (湘西 Xiānɡxī) และเมืองเฉียนตง (黔东Qiándōnɡ) ในปัจจุบัน ในอดีตเรียกชื่อว่าบริเวณ อู่ซี (五溪 Wǔxī) ในบริเวณดังกล่าวมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่รวมกันมากมาย รวมเรียกชื่อว่า อู่ซีหมาน(五溪蛮 Wǔxīmán) หรืออู่หลิงหมาน(武陵蛮 Wǔlínɡ mán) จากนั้นชนกลุ่มน้อยเหล่านี้กระจัดกระจายอพยพไปทางตะวันตก และตั้งถิ่นฐานมาจนปัจจุบันด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาวเหมียว สังคมชาวเหมียวเป็นแบบสังคมบุพกาลมาช้านาน จนถึงสมัยถังและซ่ง เริ่มเข้าสู่การมีชนชั้นทางสังคม และด้วยอิทธิพลทางเศรษฐกิจของระบบสังคมศักดินาของชาวฮั่น ผลักดันให้เกิดระบบเศรษฐกิจสังคมแบบเจ้าศักดินาขึ้นในชุมชนชาวเหมียว ในเวลานี้การเกษตรและงานหัตถกรรมพัฒนาขึ้นมาก เกิดมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันขึ้น เริ่มมีการกำหนดเวลาที่แน่นอนที่ชาวเหมียวและชาวฮั่นจะมาแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ในรูปแบบของ “ตลาดนัด”ในสมัยหยวน ระบบสังคมแบบเจ้าศักดินาพัฒนาและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสมัยหมิงสังคมชาวเหมียวเป็นแบบเจ้าศักดินาอย่างชัดเจนถึงจุดสูงสุด จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่การล่มสลาย ต่อมาระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเริ่มก่อตัวขึ้น ในสมัยหมิงเริ่มดำเนินนโยบายการรวบรวมที่ดินกลับคืน โดยดำเนินการในเขตมณฑลหูหนาน (湖南Húnán) ซึ่งครอบคลุมไปถึงถิ่นที่อยู่ของชุมชนชาวเหมียวด้วย ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินพัฒนาไปอย่างราบรื่น การรวบรวมที่ดินกลับคืนของจักรพรรดิคังซีและหย่งเจิ้งในสมัยราชวงศ์ชิงนำมาซึ่งการล่มสลายของระบบเจ้าศักดินา และก่อเกิดระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินขึ้น หลังสงครามฝิ่นในปี 1840 ระบบสังคมเศรษฐกิจแบบเจ้ากรรมสิทธิ์ที่ดินยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไป จนปลายศตวรรษที่ 19 อำนาจของระบบจักรวรรดินิยมแผ่ขยายเข้าสู่ชุมชนชาวเหมียว ระบบเศรษฐกิจสังคมของชาวเหมียวจึงเปลี่ยนไปเป็นแบบกึ่งอาณานิคมกึ่งศักดินาหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบบสังคมชาวเหมียวเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และพัฒนาเข้าสู่ระบบสังคมนิยมในเวลาต่อมา ก่อเกิดนโยบายการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยขึ้น นับแต่ปี 1951 เป็นต้นมา เริ่มมีการก่อตั้งเขตปกครองตนเองและอำเภอปกครองตนเองเผ่าเหมียวขึ้นหลายแห่ง จนปัจจุบันชาวเหมียวมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการปกครอง ตลอดจนพัฒนาระบบสังคมเศรษฐกิจของตนให้เจริญรุดหน้าทัดเทียมกับชนชาวจีนทั่วไปภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล และการร่วมแรงร่วมใจของชาวเหมียว ทำให้เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม อนามัยของชาวเหมียวพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นมาก มีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย จนเกิดเป็นเมืองอุตสาหกรรมขึ้นอย่างเมืองข่ายหลี่ (凯里 Kǎilǐ) จี๋โส่ว (吉首Jíshǒu) ส่วนด้านการเกษตรมีการใช้เครื่องจักรกลมากขึ้น ทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ชุมชนชาวเหมียวไม่ว่าใกล้ไกลเพียงใด มีการพัฒนาระบบไฟฟ้า และการจราจรเข้าถึงทุกแห่งหน นำความเจริญเข้าสู่ชุมชนอย่างถ้วนทั่ว ที่สำคัญมีการสร้างทางรถไฟเข้าไปถึงชุมชนชาวเหมียว เช่น สายกุ้ยคุน (贵昆Guìkūn) เซียงเฉียน(湘黔Xiānɡqián) จือหลิ่ว(枝柳Zhīliǔ) เฉียนกุ้ย(黔桂Qiánɡuì) เป็นต้น เป็นเส้นทางเชื่อมต่อความเจริญจากภายนอกเข้าสู่ชุมชนชาวเหมียว ในขณะเดียวกันก็เป็นหนทางที่ชาวเหมียวมีโอกาสติดต่อกับชุมชนภายนอกอย่างสะดวกสบาย ชาวเหมียวให้ความสำคัญกับการศึกษา นอกจากจะก่อตั้งโรงเรียนตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลายแล้ว ยังก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเพื่อผลิตบัณฑิตชาวเหมียวให้มีความรู้ด้านวิชาชีพครู แพทย์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี ศิลปะ เทคโนโลยี เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้มีการก่อตั้งโรงพยาบาล สถานีอนามัยเพื่อดูแลด้านสุขภาพและรักษาโรค โรดระบาดร้ายแรงต่างๆ ในอดีตหมดไป การประกอบอาชีพของชาวเหมียวหลากหลายขึ้นไม่ว่าจะเป็น การเกษตร ป่าไม้ ประมง เลี้ยงสัตว์ ทำให้ครอบครัวและชุมชนมีรายได้ ส่งผลให้ชาวเหมียวในปัจจุบันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้านศิลปวัฒนธรรม ด้วยอารยธรรมที่ยาวนาน ก่อเกิดวัฒนธรรมที่งดงามและหลากหลายสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น วรรณกรรมพื้นบ้านที่สำคัญได้แก่ เพลงกลอน ตำนาน นิทานพื้นบ้าน เล่าสืบต่อเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะตกทอดจนถึงปัจจุบัน ฉันทลักษณ์กลอนเพลงชาวเหมียวเป็นแบบกลอนห้า กลอนเจ็ด และกลอนอิสระ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องของจังหวะ แต่ไม่เน้นการสัมผัส ท่วงทำนองเพลงเรียบง่ายไม่ซับซ้อน จังหวะก็ไม่เข้มงวดมากนัก ความสั้นยาวของเพลงไม่แน่นอน เพลงของชาวเหมียวแบ่งได้เป็น เพลงโบราณ เพลงธรรมชาติ เพลงมนตรา เพลงงาน เพลงวนเวียน เพลงรัก และเพลงเด็ก เช่น เพลงชื่อ 《老人开天地》Lǎorén kāi tiāndì “ผู้เฒ่าเบิกพิภพ” เพลงชื่อ《九十九个太阳和九十九个月亮》Jiǔ shí jiǔ ɡè tàiyánɡ hé jiǔ shí jiǔ ɡè yuèliɑnɡ “เก้าสิบเก้าตะวันกับเก้าสิบเก้าจันทรา” บทเพลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนสภาพชีวิตของชาวเหมียวที่ต้องต่อสู้และผูกพันอยู่กับธรรมชาติ แต่ยังเป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเรื่องราวของชนชาวเหมียวได้เป็นอย่างดีชาวเหมียวรักการร้องรำทำเพลงเป็นชีวิตจิตใจ บทเพลง ดนตรี และละครเหมียวมีวิวัฒนาการและสืบทอดกันมาช้านาน ทำนองเพลงเกร็ดต่างๆ ถูกนำมาแต่งเป็นเพลงประกอบระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่มากมาย เครื่องดนตรีเหมียวหลัก ๆ เป็นจำพวกเครื่องตีและเครื่องสาย มีกลองไม้ กลองหนัง และกลองโลหะ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า เช่น ขลุ่ย ปี่น้ำเต้า และปี่หลายขนาดที่ชาวเหมียวประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ มีการเป่าเพลงใบไม้ และพิณปากเป่า ระบำเหมียวที่สำคัญมีระบำขลุ่ยน้ำเต้า ระบำเก้าอี้ ระบำลิงตีกลอง เป็นต้น เสียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเหมียวคือปี่น้ำเต้า ทั้งระบำงดงามรื่นเริง ดนตรีไพเราะมีเอกลักษณ์ของชนเผ่า ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วไปงานหัตถกรรมชาวเหมียวก็เป็นศิลปะประจำเผ่าอีกอย่างที่มีชื่อเสียงไปทั่ว เช่น งานปักผ้า ทอผ้า ย้อมผ้า ตัดกระดาษและเครื่องประดับต่างๆ สืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน จนถึงยุคปลดปล่อย มีพัฒนาการถึงขั้นสามารถย้อมลวดลายรูปภาพได้แล้ว ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของชาวเหมียวเป็นสินค้าส่งออกทั้งในและต่างประเทศสร้างรายได้อย่างงดงาม งานหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นอีกอย่างของชาวเหมียวคือการทำเครื่องประดับเงิน ชาวเหมียวนิยมประดับประดาเครื่องเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและตามร่างกายด้วยเครื่องเงิน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับศีรษะเงิน สร้อยพวงระย้า กำไล ชุดเสื้อผ้าเงิน เป็นต้น ล้วนมีแบบและลวดลายสวยงามละลานตาภูมิปัญญาด้านการแพทย์ของชาวเหมียวที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่นได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์แผนปัจจุบัน ตำราการแพทย์ของชาวเหมียวแบ่งโรคในร่างกายมนุษย์เป็น 36 ชนิด โรคภายนอก 72 โรค มีวิธีรักษา 20 วิธี ตำราแพทย์แผนเหมียวที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง เช่น ตำราชื่อ《苗医验方》Miáo yīyàn fānɡ “ตำราตรวจรักษาแผนเหมียว” เป็นตำราการแพทย์ที่เขียนโดย สือฉี่กุ้ย (石启贵 Shí Qǐɡuì) ตำราชื่อ《苗族药物集》Miáo Zú yàowù jí “รวมตำรายาแผนเหมียว” ของผู้เขียน ลู่เคอหมิ่น (陆科闵 Lù Kēmǐn) ปลายศตวรรษที่ 19 วิวัฒนาการทางการแพทย์แผนเหมียวพัฒนาถึงขั้นสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีตำรายารักษาอาการกระดูกหัก พิษงู พิษธนู การรักษาบาดแผลด้วยสมุนไพร ผลการรักษาหายขาดและรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับไปทั่วด้านขนบธรรมเนียมของชาวเหมียว เอกลักษณ์โดดเด่นของชาวเหมียวที่ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็รู้ได้ทันทีว่ามิใช่ชนเผ่าใดไหนเลย คือ เครื่องแต่งกาย ชายชาวเหมียวสวมเสื้อผ้าป่านปักลวยลายงดงาม มีผ้าคลุมบ่าที่เป็นผ้าสักหลาดขนแกะปักลาย นอกจากนี้ในหลายๆพื้นที่การแต่งกายอาจแตกต่างกันไปบ้าง บ้างสวมเสื้อผ่าอกลำตัวสั้น สวมกางเกงขายาว รัดเอวด้วยผ้าหรือเข็มขัดขนาดใหญ่ พันศีรษะด้วยผ้าสีน้ำเงิน ในฤดูหนาวพันรอบขาด้วยผ้าหรือเชือกรัดแข้ง ในสมัยโบราณ ชายชาวเหมียวไว้ผมยาว เกล้าเป็นมวยไว้กลางศีรษะเสียบด้วยปิ่นไม้หรือเหล็ก ใส่ตุ้มหูทั้งสองข้าง สวมกำไลข้อมือ บางที่ปล่อยยาวลงมาแล้วถักเปีย แต่นับตั้งแต่ปลายสมัยชิงเป็นต้นมาชายชาวเหมียวไม่เกล้าผมอย่างสมัยก่อน แต่นิยมปล่อยยาวลงมาแล้วถักเปียทั้งสองข้างมากกว่า ส่วนการแต่งกายของสตรีเหมียวในแต่ละท้องที่แตกต่างกันมากเป็นสิบๆ แบบ แต่ส่วนใหญ่สวมเสื้อผ่าอก ปกใหญ่ ลำตัวสั้น สวมกระโปรงจีบรอบ บ้างยาวกรอมส้น บ้างสั้นถึงโคนต้นขา บางท้องที่สวมกางเกงขายาวและ กว้าง และปักลวดลายดอกไม้ขนาดใหญ่ โพกศีรษะด้วยผ้าลายตาราง สวมตุ้มหู ห่วงคล้องคอ และกำไลเงิน เครื่องประดับศีรษะของสตรีชาวเหมียวมีรูปแบบหลากหลายมาก บ้างมวยผมทรงกลม ทรงแหลม ไว้กลางศีรษะแล้วประดับประดาด้วยเครื่องประดับเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเหมียวที่เฉียนตง เฉียนหนาน ครอบศีรษะด้วยหมวกเงิน มียอดปลายแปลมงอโค้งขึ้นด้านบนคล้ายกับเขาวัว ชุดเสื้อผ้าก็ ประดับประดาด้วยเครื่องเงินจนเต็มตัวเรียกกันว่า ชุดเงิน (银衣yínyī) นับเป็นเครื่องแต่งกายที่ทรงคุณค่ายิ่งนักเรื่องอาหารการกิน ชาวเหมียวที่เมืองเฉียนตง(黔东Qiándōnɡ) เฉียนหนาน (黔南 Qiánnán) เซียงซี (湘西Xiānɡxī) ห่ายหนาน (海南 Hǎinán) และที่กวางสี (广西Guǎnɡxī) กินข้าวเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ยังมีข้าวโพดและมันเป็นอาหารเสริม ส่วนชาวเหมียวในบริเวณเมืองเฉียนซี (黔西Qiánxī) เฉียนเป่ย (黔北Qiánběi) ชวนหนาน (川南Chuānnán) เตียนตง (滇东Diāndōnɡ) เตียนเป่ย(滇北 Diānběi) กินข้าวโพด มันฝรั่ง ข้าวโอ๊ตเป็นอาหารหลัก อาหารพิเศษของชาวเหมียวคือผักดอง วิธีทำคือเอาข้าวเหนียวคลุกกับผักหมักไว้ในโอ่งปิดฝาสนิท เก็บไว้ประมาณ 2 เดือนก็นำออกมาประกอบอาหารได้ ชาวเหมียวชอบการดื่มสุราสังสรรค์เฮฮา ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล งานพิธีการใดๆ หรือมีแขกมาเยือน ชาวเหมียวจะใช้สุราต้อนรับแขกด้วยความยินดีสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือนของชาวเหมียวแตกต่างกันในแต่ละท้องที่ ชาวเหมียวที่เมืองเฉียนตงและเฉียนหนานก่อสร้างบ้านด้วยไม้ บ้างสร้างเป็นบ้านชั้นเดียว บ้างสร้างเป็นบ้านสองชั้น หรือใต้ถุนสูง หลังคาเป็นแบบจั่วสองหน้า บ้างมุงด้วยกระเบื้อง บ้างมุงด้วยหญ้ามัดเป็นตับ บนหลังคาเป็นที่ตากพืชและอาหารแห้ง ใต้ถุนเป็นที่เก็บสิ่งของต่างๆ และใช้เป็นคอกสัตว์ ในสมัยก่อนที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตนเอง ชาวเหมียวสร้างบ้านแบบมีรั้วบ้าน ก่อด้วยอิฐหรือหิน ชาวเหมียวที่บริเวณเมืองเหวินซานของมณฑลยูนนานใช้ไม้ไผ่สานถี่ ๆ แล้วฉาบด้วยโคลนก่อเป็นกำแพงรั้ว ตัวฝาบ้านก็ใช้วิธีเดียวกัน แล้วมุงหลังคาด้วยหญ้าแห้งมัดเป็นตับ แบ่งเป็นสองห้อง ใช้เป็นที่พักอาศัยและคอกสัตว์ ส่วนชาวเหมียวที่เมืองจาวทง (昭通Zhāo tōnɡ) สร้างบ้านโดยใช้ท่อนไม้ขัดกันเป็นกระโจม แล้วมุงด้วยหญ้าแห้ง กำแพงทำด้วยไม้สานแล้วฉาบด้วยโคลน ชาวเหมียวที่เกาะ ห่ายหนานสร้างบ้านลักษณะเป็นห้องแถวทรงยาว แบ่งเป็นสามห้อง มีชายคาบ้านยาวใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจวัฒนธรรมการแต่งงานของชาวเหมียวยึดถือการมีสามีภรรยาเดียว การสืบทอดมรดกยึดถือสายเลือดสายตรงเพศชายเป็นหลัก ในขณะเดียวกันเพศหญิงก็มีสิทธิและสถานภาพในครอบครัวเช่นกัน ลูกคนเล็กมีหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ชาวเหมียวตั้งชื่อลูกชายโดยใช้คำศัพท์ที่เป็นชื่อพ่อเป็นคำหลังของชื่อลูกคล้องต่อกันเป็นลูกโซ่ เป็นชื่อที่ระบุการสืบเชื้อสาย แต่การเรียกขานกันตามปกติจะเรียกเฉพาะชื่อเจ้าตัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังรับอิทธิพลของชาวฮั่นในการตั้งชื่อ โดยกำหนดคำที่ระบุถึงคนในรุ่นเดียวกัน จะใช้คำเดียวกันเป็นส่วนประกอบของชื่อในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ หนุ่มสาวชาวเหมียวมีโอกาสพบปะและเลือกคู่รักคู่ครองของตน แต่บางท้องที่ก็มีการแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่พ่อแม่เป็นฝ่ายเลือกคู่ครองให้ โดยผู้ใหญ่จะจับคู่ตามที่เห็นว่าเหมาะสมกันทั้งฐานะ ครอบครัว วงศ์ตระกูล หลังแต่งงานเจ้าสาวชาวเหมียวจะไม่ย้ายไปอยู่บ้านเจ้าบ่าว โดยเฉพาะที่เมืองเฉียนซียังคงรักษาขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมนี้อยู่ ในบางท้องที่ยังนิยมขนบธรรมเนียมการแต่งงานแบบ “สองครอบครัวแลกเจ้าสาว” หรือ “การแต่งงานกับทั้งพี่สาวน้องสาว” กันอยู่ด้านศาสนาความเชื่อและเทศกาลสำคัญ ชาวเหมียวนับถือผีและวิญญาณของหมื่นล้านสรรพสิ่ง บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ นับถือธรรมชาติ เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมีวิญญาณแรงกล้าที่มิอาจล่วงเกินได้ ชาวเหมียวจะอธิษฐานอ้อนวอนขอพร รักษาโรค ขอบุตร ขอโชคลาภ การคุ้มครอง และปกปักรักษาจากเทพทั้งมวล การทำพิธีบูชาเทพเจ้าต้องมีหมอผีประจำเผ่าทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า พิธีกรรมบูชาเทพเจ้า ผีและวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งถือเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ พิธีไหว้ผี พิธีไล่ผี พิธีกินวัว พิธีกินหมู พิธีกินผี พิธีล้มวัว เป็นต้นล้วนเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่สำคัญของชาวเหมียว นอกจากนี้สิ่งของตามธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ก้อนหินรูปร่างแปลกประหลาด หรือที่มีขนาดใหญ่โต หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่น บ่อน้ำ เก้าอี้ ล้วนต้องบูชาวิญญาณของสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น สิ่งของที่ใช้บูชา ได้แก่ อาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ เช่น เหล้า เนื้อ ไก่ เป็ด ปลา ข้าวเหนียว เป็นต้น หลังจากการเผยแผ่ศาสนาคริสต์เข้ามา มีชาวเหมียวบางส่วนหันมานับถือพระเยซูเทศกาลสำคัญของชาวเหมียวมีมากมาย ชาวเหมียวในแต่ละท้องที่มีเทศกาลแตกต่างกันไปบ้าง ชาวเหมียวที่เฉียนตง เฉียนหนาน กว่างซี เฉลิมฉลองวันปีใหม่เหมียวในวันที่ 1 เดือน 11 ตรงกับวันกระต่ายและวันวัวตามปฏิทินเหมียว มีกิจกรรมรื่นเริงมากมาย เช่น แข่งม้า ล่อวัว ระบำเพลงขลุ่ยน้ำเต้า ระบำกลอง และการเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้าน ส่วนชาวเหมียวที่เมืองกุ้ยหยางจะมารวมตัวกันที่บริเวณใกล้น้ำพุใจกลางเมืองกุ้ยหยางในทุกๆ วันที่ 8 เดือน 4 เพื่อจัดงานรื่นเริง เต้นรำ พบปะสังสรรค์ เพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อ “ย่าหนู่” (亚努Yà nǔ) นอกจากนี้ยังมีเทศกาลสำคัญที่ชาวเหมียวทั่วทุกพื้นที่จัดงานรื่นเริงถ้วนหน้า เช่น เทศกาลเรือมังกร เทศกาลภูเขาดอกไม้ (ต้นเดือน 5 ) เทศกาลกินอาหารใหม่ (เดือน 6 เดือน 7 หลังการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่) นอกจากนี้ยังมีเทศกาลที่รับอิทธิพลมาจากชาวฮั่น เช่น เทศกาลตรุษจีน เทศกาลเชงเม้ง เป็นต้น ชาวเหมียวที่ยูนนานยังมีเทศกาลสำคัญที่สืบทอดกันมาจนปัจจุบันคือเทศกาลเหยียบดอกไม้ ถือเป็นเทศกาลรื่นเริงที่สำคัญของชาวเหมียว จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆปี


เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เมชฌ สอดส่องกฤษ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Hmoob Cov Kev Caiv & Ntseeg/Hmong Sperstitions

         Hmoob tej kev cai caiv nram no, yog poj ua cia yawm ua tseg, ib tsheej ua dhau ib tsheej los lawm
     

        * Noj tsis tau plawv.
           Qhov no cov laus tias yog hais rau cov Hmoob Yaj/Yang xwb. Thaum ub muaj ib yig hmoob yaj ua nyuj dad. Lawv hau cov nqaij uas yuav hlais rau cov phaj (Cov txig) muab ua nyuj dad. Lawv nrhiav tsis tau lub plawv li. Muaj ib tug me nyuam ruam nyob ze tag li ntawm lublauj kaub, lawv ntseeg tau tias yuav tsum yog tug me nyuam ntawv muab noj lawm xwb. Vim li no, lawv thiaj li muab nws tua thiab muab muab nws lub plawv los hau hloov nyuj lub rau cov phaj ntawv kom hauj lwm tiav. Thaum ua tas, lawv muab cov dej hauv lub lauj kaub hliv pov tseg, ua cas, tus nyuj lub plawv tseem nyob puag hauv qab, vim tus neeg npo cov nqaij ntawv tsis ua zoo saib xwb. Vim li no, lawv thiaj ntiav niam phauj tuaj tsawm tias yog tus Hmoob Yaj twg tseem noj plawv thiab mas nws yuav dig muag mus. Niaj hnub nim no, raws li cov kwv tij Hmoob Yaj nyob ua zej ua zos yeej caiv tsia noj plawv tiag. Qhov caiv no yog rau cov txiv neej xwb.

       * Nyab mus tsis tau yawg txaj/Yawm mus tsis tau nyab txaj.
          Qhov no yog rau cov hmoob Vaj xwb. Cov hmoob Vaj caiv li no, yog vim thaum ub muaj ib tug yawm thiab ib tug nyab tau ua kev phem thiab kev qias ua ke. Vim li no, hmoob Vaj thiaj caiv. Yog tus yawm twg tsis caiv, nwg yuav mob qhov muag thiab dig muag.

      * Nyab nce tsis tau saum nthab.
         Raws li cov laus hais, qhov nyab nce tsis tau saum nthab no yog rau cov hmoob xyooj xwb. thaum uv cov hmoob Xyooj yuav tau ib tus nyab los ces lawv hniaj hnub mus ua teb tseg nyab nyob hauv tsev zov tsev. Txhua" hnub lawv mus ua teb lawv pheej hais kom nyab  txhob nce mus saum nthab. Muaj ib hnub nyab txawm nce mus xyuas saib yog vim li cav, cav lawv pheej hais ua luaj li.Thaum nyab nce mus txog sauv, pom lub nruas tuag dai rau sauv. Nyab txawm muab tus qws nruas ntaus peb teg lub nruas. tsis ntev ntawv , lawv pab Hmoob Xyooj ntawv txawm mob thiab tuag yuav luag tas. yog vim li no, lawv thiaj li tsis pub nyab nce mus saum nthab. Yog nyab nce ntxiv kev npam tseem yuav muaj ntxiv.

Muaj ib zaj kuj hais tias, yog lawv muab nqaij zais saum nthab tsis pub nyab noj es thiaj li tsis pub nyab nce saum nthab.

       * Pw tsis tau ntawm xwm kab.
          Qhov no yog hais tag nrho hmoob sawv daws. Pw tsis tau xyab tav ncaj qha ntawm xwm kab, vim yog tias poj ua cia yawm ua tseg, thaum muaj ib tus neeg tuag, lawv yeej muab xyab rau ntawm xwm kab. Li no, Hmoob thiaj tsis pub pw ntawv.

       * Hais tsis tau kwv txhiaj thaum tsaus ntuj.
          Qhov no yog hais tag nrho rau hmoob sawv daws. Vim yog thaum ub hmoob muaj" dab, los sis dab thiab hmoob sib tham, sib hnov tau. Leej twg hais kwv txhiaj hmo ntuj ces dab pheej teb. Thaum dab teb lawv, dab yuav los coj mus nrog dab nyob.

       * Taw tsis tau tes rau saum lub hli.
          Qhov no yog hais rau cov me nyuam yaus. Thaum cov me nyuam tseem yau li 5-6 xyoo, Hmoob cov niam txiv ib txwm hais rau lawv kom tsis txhob taw tes rau saum lub hli. Yog leej twg taw tes rau lub hli, lub hli yuav hlais pob ntseg taum nws pw tsaug zog. Yog leej twg ua li hais, hli yeej hlais pob ntseg me ntsis thiab tiag.

       * Pob ntseg liab.
         Qhov no yog hais tas nrho sawv daws. Thaum ib tug neeg pob ntseg liab" Hmoob ntseeg tau tias muaj hais los cem txog nws.

        * Haus tsis tau ntshav tes.
         Qhov no yog hais tas nrho sawv daws. Yog ib khub hluas nkauj hluas nraug tug haus ntshav tes lawm, tus xub tuag yuav log coj tus nyob lawv qab mus ua neej ua ke. Hmoob tseeg tau tias, vim nkawv twb tau cog lus rau dab lawm.

       * Ib xeem ib yam sib yuav tsis tau.
          Qhov no yog rau hmoob tas nrho sawv daws. Qhov caiv no yog ib txwm caiv puag thaum ub los. Yog ib xeem ib yam rov qab sib yuav, tej laus yuav poob ntsej muag thiab yuav hla ib txoj kev cai loj heev nyob hauv Hmoob lub neej.

       * Khaws tsis tau qub hlua nkauj/nrag cov khoom los sis duab thaum sis yuav lawm.
          Qhov no yog yog tas nrho sawv daws. Hmoob ntseeg tau hais tias  yog leej twg nyias khaws qub hluas nkauj, hluas nraug tej khoom, thaum muaj me nyuam lawm, cov me nyuam yuav quaj" taug thiab tsis hlob zoo.

       * Tsis pub tus ntxhais ntsia rov qab thaum mus yuav txiv.
          Qhov no yog rau tas nrho hmoob sawv daws. Tej laus ntseeg hais tias, yog tus ntxhais twg ntsia rov qab thaum nws mus ua nyab, tus ntawv yuav txauj txiv rov qab los. Vim hmoob tsuas qua ntxhais ib zaug xwb, lawv thiaj caiv li no.

**Hmoob tej kev cai caiv saum no, yog poj ua cia yawm ua tseg, ib tsheej ua dhau ib tsheej los lawm. Nws tseem tshuav ntau ntau lwm txoj kev cai thiab. yog qhov tsim nyog ntseeg peb yuav tau ntseeg thiab qhia rau tej me tub me nyuam lawm yav tom ntej.

ua tsaug Patrick Txhim Vang thib daim ntawv Discovering The hmong Language

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Hmong Cov kev Ua tsaug rooj mov





Ua tsaug mov me
                   Raws li hmoob txoj kev txoj cai, yog yus mus deb mus txog hauv kwv tij, neej tsa, los sis Hmoob neej hmoob txav txe, es lawv rau mov rau yug noj, yug yuav tau hais ua tsaug .Hais linram no.
                   Txhob maj noj mov thiab hais, "Us tsaug mov noj (hais lub npe), laub' lim' nej xwb"
Tus nyob hauv txev yuav tau tem li nram no:
                   Ua tsaug dab tsi, niam mov qhuav xwb.


Us tsaug mov loj
                   Raws li hmoob txoj kev txoj cai, yog muaj ib tug neeg twg ua ib rooj mov rau yus noj, xws li lawv muaj nyiaj thiab muaj tsiaj los siv. yuav tsum tau ua lawv tsaug thiaj tas. Hmoob hais tias, yog yug tsis ua lawv tsaug ces lawv tus tsiaj tuag dawb xwb. Feem ntau thaum lawv rau tau mov  uas cov neeg zaum tag. tej lub tsum mov lawm muab ib tais mov nrog ib qho nqaij(tej zau yog nqaij nce puab qaib) cev rau yug thiab. los siv thauj lawv hais tej lus xoo rau yug, yug yuav tau ua lawv tsaug. yog txawj ces hai ntau yog tsis txawj ces hai li nram no.
                Txhob maj noj mov. Sawv ntsus tso mam hais li no: Us tsaug (hais lub npe) nej tsis cia li, peb tuaj sib pom xwb twb zoo kawsg nkaus lawm, nej tseem npaaj ib rooj mov rau kuv noj. nej tej txiaj ntsim kuv yuav ris, nej tej txiaj ntsha kuv yuav nqa mus tas ib txhim. Kuv tsis muaj dab tsi tuaj rau nej , tsua muaj lo lus qhuav los ua nej tsaug xwb. nej muab ib pluag rau kuv noj lawm , thov kom yawm xyaub, lub ntuj lub teb foom koob moov kom nej yuav tau txiab' pua' rooj tsis tu lawm yav tom ntej . tsis tas li ntawd. thov ua tsaug cov kwv tij neej tsa uas nej muab  lub sij hawm tseem ceeb tuaj nrog peb koom pluas mov no thiab. Ntxiv mos, thov ua tsaug, rau txhua leej txhua tus ua tau tua pab ua hauj lwm, pab nyiaj pab txiaj, thiab pab dej pab cawv tuaj. Ua tsaug ntau'nawj.Hias tas ces zaum.

Lus ceeb toom  thov muab hmoob tej txuj ci kev cai,  sau tawm rau tub hluas ntshais hmoob,  tau nyeem ua kev pau ntawm peb haiv neeg hmoob. cov kev paub no log yog lus ntawm phau ntawv  Discovering The Hmong Language Patrick Txhim Vang,  Yog tus sau.

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

นักเขียนชาวม้ง Patrick Txhim Vang



เช้าวันหนึ่งได้มีโอกาศฟังวิทยุม้งออนไลน์(ปกติก็ฟัง Auto Dj hmong21 อยู่เเล้ว)วันนั้นเลยเสิร์ชหาเรดิโอม้งจากสมาร์ทโฟนไปเจอสถานีม้งจากสหรัฐ ชื่อสถานี Hmong Radio.KPNP1600AM ช่วงที่กำลังฟังเป็นช่วงที่ดีเจกำลังเเนะนำนักเขียนม้งทานหนึ่ง ชื่อ Patrick txhim vang เป็นอาจารย์สอนภาษาม้งที่ ไฮสคูลเเห่งหนึ่งในเเคลิฟอร์เนีย หลังจากฟั่งหลายการจบ ก็ไม่รอช้ารีบสั้งหนั้งสือท่านมาอ่านก่อนหนึ่งเล่ม เเละกำลังสั้งเพิ่มอีก4 เล่ม เเละได้โทรคุยกับท่านว่า งานเขียนหนั้งสือม้งได้น่าอ่านเเละน่าติดตามเเถมทำให้เข้าใจศัพท์ภาษาม้งอีกหลายคำที่ไม่เคยได้ยินเเละได้รู้มาก้ได้รู้เพิ่ม ก้เลยขอนำข้อมูลท่านมาลงที่เว็บไซต์ท่านก็ตกลง Patrick txhim vang เป็นอาจารย์สอนภาษาม้งที่ ไฮสคูลเเห่งหนึ่งในเเคลิฟอร์เนีย  เเล้วกว่าประมาณ12ปี ในปี 2006 ท่านได้เขียนหนังสือม้งชื่อ "Discovering The Hmong Language"เป็นหนังสือสอนภาษาม้ง,ประวัติเเละจารีตวัฒนธรรมม้งในปี2008-2009 ท่านได้เขียนนวนิยายม้ง 2 เรื่องชื่อ" Ntuj Caim Teb Hlub,Thiab Ib TuG Neeg Ob Lub Ntuj"เเละเล่มล่าสุด Lub Kooj Toog Npaab,เล่มนี้เป้นอีกเล่มหนึ่งที่เขียนถึ่งเรื่องราวหนุ่มสาวม้งคู่หนึ่งที่รักกันมากเเละฝ่ายชายได้ให้ห่วงข้อมือ(kooj toog npaab)ให้ฝ่ายหญิงใส่ใว้ที่ข้อมือเพื่อพิสูทย์ความรักตราบจนวันตายเเละได้สัญญาใว้หลายอย่างจนวันหนึ่งฝ่ายหญิงได้จากไปก่อน เเละวิญญาณฝ่ายหญิงจะมาตามฝ่ายชายให้ไปด้วยกัน เเต่ถึงตอนนี้ฝ่ายชายเริ่มกลัวเเละหาทางทำอย่างไรเพื่อให้รอดหรือสุดท้ายต้องตายไปด้วยกัน เรื่องนี้เขียนได้ซึ้งเเละน่าสงสารทั้งสองเเละน่ากลัว เเละยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ท่านกำลังเขียนอยู่ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ของท่าน www.pebyoghmoob.com

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

Suab HmongTV สัมภาษณ์ Yang Geli ม้งจากประเทศจีน

Yang Geli ม้งโก้ยโจวจากประเทสจีนให้สัมภาษณ์กับ Suab hmong TV เมื่อครั้งที่ไปร่วมงานปีใหม่ม้งที่สหรัฐอเมริกา ถึงเรื่องราวๆต่างๆที่เกี่ยวกับม้ง ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายอย่างถึงความเเตกต่างระหว่างม้งจีน,ม้งลาว,ม้งไทย,ม้งสหรัฐเเละ yang geli ยังได้ให้ความกระจางกับคำว่าเเม้ว (Miao)ที่คนม้งส่วนใหญ่(ม้งลาว,ม้งไทย) ไม่ชอบนักที่คนอื่นเรียกม้งว่าเเม้ว yang geli ได้ให้ความหมายของคำว่าMiao ใว้ได้น่าสนใจเลยทีเดียวในบทสัมภาษณ์ตอนท้ายๆ พี่น้องม้งที่สนใจเกี่ยวกับม้งอย่าพลาดกับการชมคริปวีดีโอนี้ 




วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

Concordia University, St Paul เจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศที่สี่ม้ง 30-31 มีนาคม

ST Paul, MN (2012/03/02) (readMedia) - Concordia University, ศูนย์เซนต์ปอลสำหรับม้งการศึกษาจะเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศที่สี่ Biennial เมื่อม้งศึกษา, 30-31 มีนาคม, 2012 การประชุมที่เกิดขึ้นใหม่จะดึงดูดและเป็นที่ยอมรับนักวิชาการที่จะนำเสนองานวิจัยของพวกเขาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับม้งในความพยายามที่จะส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการวิจัยทางวิชาการนอกจากนี้ยังจะมีโอกาสที่จะร่วมกันและได้รับการยอมรับสำหรับการทำงานของพวกเขาในด้านการศึกษาชาวม้ง
ม้งนักวิชาการจากประเทศจีน, ไทย, แคนาดาและสหรัฐอเมริกาจะนำเสนอในที่ประชุม ความคิดและการศึกษาที่นำเสนอในที่ประชุมจะสำรวจสภาพปัจจุบันและความท้าทายในอนาคตที่คนม้งต้องเผชิญ หัวข้อที่นำเสนอรวมถึงวัฒนธรรมม้ง, ประวัติความเป็นผู้นำทางการเมือง, ธุรกิจ, ภาษา, ความเชื่อทางศาสนาและอื่น ๆ
แผงที่แตกต่างของบุคคลที่มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวม้ง resettling ในช่วงปลายปี 1970 จะสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ของพวกเขาที่จัดเลี้ยงดังต่อไปนี้การประชุมที่ Crowne Plaza โรงแรมเซนต์พอลริเวอร์ฟร้อนท์
คอนคอร์เดียเป็นเจ้าภาพมากกว่า 500 ผู้เข้าร่วมประชุมในการประชุมระหว่างประเทศที่สาม Biennial เมื่อม้งการศึกษาในปี 2010 และ 30 เอกสารทางวิชาการได้มีการนำเสนอ ในปีนี้ 25 เอกสารได้รับการยอมรับสำหรับงานนำเสนอออกมาจากการส่ง 60
การประชุมระหว่างประเทศที่สี่เปิดให้ประชาชน ตั๋วสำหรับการประชุมและจัดเลี้ยงสามารถซื้อออนไลน์ได้ที่ www.csp.edu / hmongcenter
มีประมาณ 10 ล้านม้งทั่วโลก พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศจีน, ลาว, ไทย, เวียดนามและพม่าที่มีประมาณ 350,000 ในประเทศสหรัฐอเมริกา เซนต์ปอล, Minn มีขนาดใหญ่ที่สุดของประชากรม้งนครในสหรัฐอเมริกา
คอนคอร์เดียเป็นบ้านที่ศูนย์ม้งศึกษาคลังเก็บม้งและเผ่าม้งอเมริกันสถาบันการเรียนรู้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวรรณกรรม "เสียง Paj Ntaub."มีมากกว่า 100,000 หนังสือ, วิดีโอและสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับชาวม้งที่ศูนย์มี ศูนย์บริการการศึกษาชาวม้งน้อยและบ่อยร่วมมือกับนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่นักเรียนและชาวม้งทั่วโลก
Concordia University, St Paul เป็นครอบคลุมมหาวิทยาลัยเอกชนดำเนินการภายใต้การอุปถัมภ์ของสังฆสภา Lutheran Church-มิสซูรีและเป็นหนึ่งในโรงเรียน 10 แห่งที่ประกอบด้วยระบบ Concordia University ก่อตั้งขึ้นในปี 1893, Concordia มีมากกว่า 40 สาขาวิชาศิลปศาสตร์ ได้แก่ ธุรกิจการศึกษาวิทยาศาสตร์ศิลปะและวิชาชีพคริสตจักร คอนคอร์เดียเป็นผู้นำในภูมิภาคในการศึกษาผู้ใหญ่ที่นำเสนอมากกว่า 30 หลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโทเร่งในธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพ, การศึกษา, ยุติธรรมทางอาญาการสื่อสารและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์คริสเตียน คอนคอร์เดียเป็นเพียงมหาวิทยาลัยเอกชนในมินนิโซตาที่จะนำเสนอซีเอภาค ii กรีฑาสำหรับผู้ชายและผู้หญิง เกี่ยวกับเว็บ: www.csp.edu

ข่าวจากReadMedia 

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไมโครซอฟท์ฉลองวัน International Language กับการเปิดตัวภาษาม้ง


ในการเฉลิมฉลองของวันภาษาแม่นานาชาติเรามีความยินดีที่จะประกาศการเพิ่มของภาษาม้ง  ม้งเป็นภาษาพูดมากกว่า 6.5 ล้านคนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน แต่ยังตามชุมชนในประเทศสหรัฐอเมริกาออสเตรเลียและฝรั่งเศส ในรายชื่อของภาษาที่สนับสนุนซึ่งทำได้ด้วยการเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับชุมชนม้ง ทุกคนในขณะนี้สามารถทดลองใช้ภาษาใหม่ที่นักแปล Bingไซต์หรือเรียกว่าไมโครซอฟท์ผ่านทางนักแปลเว็บบริการ (ม้งนาง, ภาษารหัส mww)
ม้งนางเป็นภาษาถิ่นของชาวม้งระบบสนับสนุนที่เรียกว่าเป็นสีขาวม้ง
ไมโครซอฟท์เพิ่มภาษานี้ล่าสุดเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ในการเฉลิมฉลองของวันภาษาแม่นานาชาติ ความพยายามครั้งนี้มีสมาชิกของชุมชนชาวม้งที่มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่จากไมโครซอฟท์นักแปลที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูภาษาของพวกเขาทางออนไลน์ เครื่องมือเหล่านี้ใหม่ในขณะนี้ในรุ่นเบต้าให้การสนับสนุนการแปลโดยอัตโนมัติสำหรับภาษาเพิ่มเติมหรือการสร้างระบบที่มีคุณภาพสูงขึ้นสำหรับคำศัพท์เฉพาะและรูปแบบในภาษาที่จัดตั้งขึ้น
นอกเหนือจากภาษาม้งเป็นตัวอย่างของสถ​​านการณ์แรก: สมาชิกของชุมชนใช้วัสดุที่มีอยู่ในการแปลและคุณสมบัติใหม่ของไมโครซอฟท์นักแปลในการฝึกอบรมเครื่องมือการแปลใหม่ นักแปลนี้ไมโครซอฟท์ leveraged ของความสามารถในการเรียนรู้ซึ่งสามารถเรียนรู้วิธีการแปลจากชุดของเอกสารขนาน (เอกสารเดียวกันในทั้งสองภาษา), พจนานุกรมและตำราในภาษาที่จะแปลไป (ม้งในกรณีนี้) นอกเหนือจากการสอนเครื่องยนต์ภาษาใหม่ที่พวกเขายังมีส่วนร่วมของสมาชิกคู่ค้าชุมชนและทำงานร่วมกันเพื่อสร้างและทบทวนรุ่นที่ดีขึ้นของระบบแปลภาษาอัตโนมัติและรวบรวมความคิดเห็นเชิงคุณภาพเกี่ยวกับแต่ละระบบ "การฝึกอบรม" การปรับใช้ระบบที่มาถึงระดับหนึ่งของที่มีคุณภาพช่วยให้การใช้ที่ไร้รอยต่อด้วยมาตรฐานของ Microsoft นักแปล APIs และสถานการณ์หลาย ๆ ที่ขับเคลื่อนโดย API เช่นเครื่องมือแปลภาษาบนเว็บ ข้อเสนอแนะที่ถูกสร้างขึ้นผ่านสถานการณ์เหล่านี้สามารถนำไปใช้อีกครั้งในกระบวนการฝึกอบรม - การสร้างห่วงบริสุทธิ์สำหรับการปรับปรุงคุณภาพการแปล คอยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่ ๆ เหล่านี้ / คุณสมบัติ
อีกครั้งในวันภาษาแม่นานาชาติที่เราแสดงความยินดีกับชุมชนม้งของพวกเขาเกี่ยวกับความสำเร็จ เรารอคอยที่จะทำงานร่วมกับอื่น ๆ อีกมากมายคู่ค้าและชุมชนที่ใช้ภาษาในอนาคตอันใกล้ 



Microsoft Translator celebrates International Mother Language Day with the release of Hmong


In celebration of International Mother Language Day, we are pleased to announce the addition of the Hmong language to our list of supported languages, made possible by a close partnership with the Hmong community. Anyone can now try out the new language on the Bing Translator site, or call it via the Microsoft Translator web service (Hmong Daw, language code mww). 
Hmong Daw is the dialect of Hmong the system supports, also known as White Hmong.
Instrumental to this effort were members of the Hmong community, who were able to leverage new tools from Microsoft Translator to help preserve and revitalize their language online. These new tools, currently in beta, enable automatic translation support for additional languages, or building higher quality systems for specific terminology and style in the established languages.
The addition of the Hmong language is an example of the first scenario: Members of the community utilized existing translated material and new features of Microsoft Translator to train a new translation engine. This leveraged Microsoft Translator’s learning abilities, which can learn how to translate from a set of parallel documents (same document in two languages), dictionaries and texts in the language to translate to (Hmong in this case). In addition to teaching the engine a new language, they also involved members of the community, partners and collaborators to create and review improved versions of the automated translation system, and collect qualitative feedback about each “trained” system. Deploying a system that reaches a certain level of quality allows seamless use with the standard Microsoft Translator APIs, and many scenarios powered by the API, like the web translation widget. Feedback that is generated through these scenarios can be utilized again in the training process – creating a virtuous loop for improving the translation quality. Stay tuned for more details about these new tools/features.
Once again, on International Mother Language day, we congratulate the Hmong community on their accomplishment. We are looking forward to working with many morepartners and language communities in the near future.

ข่าวจาก ไมโครซอฟท์

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

“ม้ง” สูงวัย อ.ภูซาง จ.พะเยา จดทะเบียนรับ “วาเลนไทน์”

นายวิบูลย์ จิรภากรณ์ นายอำเภอภูซาง จ.พะเยา เปิดเผยว่า เนื่องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทุกปีเป็นวันแห่งความรัก ทางอำเภอได้ให้บริการจดทะเบียนสมรสคู่รักที่ต้องการจดทะเบียนสมรสในวันนี้ ปรากฏว่าได้มีคู่รักหนุ่มสาวที่ผ่านกำลังแต่งงาน และบางคู่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว ยื่นขอจดทะเบียนสมรสทั้งหมดจำนวน 12 คู่ โดยคู่สมรสได้เดินทางมาขอจดทะเบียนสมรสตั้งแต่ในเวลา 06.00 น. ณ ฝ่ายทะเบียน อ.ภูซาง นอกจากนี้ยังมีคู่ที่สร้างความฮือฮาและความประทับใจท่ามกลางการจัดงานวันน้ำอ้อยหวานและของดี ต.สบบง ซึ่งจัดโดยเทศบาลตำบล(ทต.)สบบง พบว่ามีคู่รักวัยดึกเป็นประชาชนชาวม้ง หมู่ 9 ต.สบบง อ.ภูซาง มาร่วมฉลองวันแห่งความรักและจดทะเบียนสมรสด้วย คือ นางย่ามอ และ นายปู่คัวดั่ว วรัญญูนุกูล ฝ่ายชายอายุ 83 ปี ฝ่ายหญิงอายุ 78 ปี นับเป็นคู่รักที่มีอายุมากที่สุดที่ได้จดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ในท้องที่ อ.ภูซาง หรืออาจจะเป็นคู่ที่มีอายุสูงสุดจดทะเบียนสมรสใน จ.พะเยาด้วย
ด้านนายสมพน พึ่งพวก นายกเทศมนตรีตำบล(ทต.) สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา กล่าวว่า สำหรับ ทต.สบบง ได้จัดงานน้ำอ้อยหวานและของดีตำบลสบบง มีขบวนแห่ของดีจาก 12 หมู่บ้าน และ กลุ่ม อสม.ต.สบบง มาร่วมเดินขบวนสื่อถึงวิถีชีวิตที่มีความงดงามด้านอาชีพเกี่ยวกับอ้อยที่มีมาอย่างยาวนานให้แก่ผู้คนทั่วไปประจักษ์ในครั้งนี้ และที่สำคัญได้มีคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสและทางนายอำเภอได้มอบหนังสือจดทะเบียนสมรสพร้อมกับของขวัญวันแห่งความรักให้แก่คู่สมรสทั้ง 12 คู่ด้วย
“จะเห็นได้ว่าความรักไม่มีแบ่งแยกกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีแบ่งแยกอายุ ดังนั้นทุกคนรักกันไม่เฉพาะแต่ในวันแห่งความรักเท่านั้น หากแต่รักในการสืบสานอาชีพแห่งภูมิปัญญาคือน้ำอ้อย และรักในความสามัคคีญาติพี่น้อง ดังนั้นวันน้ำอ้อยหวานและวันแห่งความรักของ ต.สบบง คือ การแสดงความรักที่แบ่งปันแก่ผู้อื่นอย่างเสมอภาค” นายสมพน กล่าว
ข่าวจาก โพสต์ทูเดย์

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555