วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

SUAV TEB...KUJ YOG HMOOB li CHAW



SUAV TEB...KUJ YOG HMOOB li CHAW...

Kuv xav hais rau 3 HMOOB tias CHINA/TUAM TSHOJ/TSHOOB KUJ peb hais tias yog SUAV TEB xwb no...Qhov TSEEB
CHINA/TUAM TSHOJ kuj yog HMOOB CHAW...Raws peb HMOOB KEEB KWM peb yeej tsis muaj zaj dab neeg twg hais
txog 1 lub teb chaws peb nyob yav nram ntej ua ntej lub teb chaw TUAM CHOJ li...

Nyob rau DAB NEEG KEEB KWM TUAM TSHOJ...SUAV yeej muaj ntaub ntawv tseg tias pib txij li thaum SUAV nyob lub teb chaw
TUAM TSHOJ nov twb pib yeej muaj HMOOB nyob lawm thiab...SUAV yeej lees paub tias HMOOB YOG SUAV 1 TUG KWV TIJ...

Txhais tau tias...SUAV TEB los kuj yog HMOOB CHAW tib yam...

Yog li 3 HMOOB yeej muaj cai nyob TUAM TSHOJ thiab muaj cai los ua TUS TSWV rau lub teb chaw TUAM TSHOJ tib yam li SUAV...
3 HMOOB yeej muaj cai los UA NOM...UA TSWV...TSWJ FWM lub teb chaws TUAM TSHOJ tib yam li haiv neeg SUAV...

Yav nram tej...3 HMOOB yeej nyob muaj VAJ NTXWV...HUAB TAIS...MUAJ CIAM DEJ CIAM AV ...MUAJ NROOG thiab MUAJ VAJ LOOG
MUAJ NTAUB NTAWV...MUAJ TXUJ CI HMOOB nyob nra pwb paub xws lwm haiv neeg...Tab sis tej nov raug rhuav tshem tawm tag
lawm xwb los ntawm haiv Neeg Suav...

Txawm 3 HMOOB tsis muaj ...PHAU NTAWV KEEB KWM ...sau tseg los lub NTUJ yeej muaj QHOV MUAG POM...daim AV yeej muaj txhais
tes npog cia...3 HMOOB TEJ KEEB KWM thiab tej ROJ NTSHA...POB TXHA ...LUB NEEJ...yeej muab FAUS TAS rau hauv AV lub teb chaws

ที่มาบทความจาก
http://blog.tojsiab.com/blog_read.php?id=209
tus xau hmoob lubroob

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เป่าแคนม้งส่งดวงวิญญาณสู่บรรพชน



เมื่อเอ่ยถึงเครื่องดนตรีของชาวม้ง ชื่อของ "เฆ่ง" ในภาษาม้ง หรือ "แคน" ในภาษาไทยจะต้องมาเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน เพราะเครื่องดนตรีชิ้นนี้ดำรงอยู่คู่กับชนเผ่าม้งมานานหลายชั่วอายุคน และทำหน้าที่สำคัญในการนำทางดวงวิญญาณผู้ล่วงลับให้เดินทางกลับไปหาบรรพชนชาวม้งที่อยู่อีกภพหนึ่ง เสียงแคนที่ถูกบรรเลงทุกบทเพลงล้วนมีความหมายสอดแทรกบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กับดวงวิญญาณได้รับรู้ เป็นเสมือนเครื่องดนตรีที่สื่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ ดังนั้น หากงานศพใดไม่มีเสียงแคน งานศพนั้นก็จะไม่สมบูรณ์เพราะดวงวิญญาณไม่สามารถไปสู่สุคติได้




แคนม้งแบบดั้งเดิมจะทำด้วยไม้ไผ่ 6 ลำ ขนาดไม่เท่ากัน ประกอบด้วย เสียงตัวโน้ต 6 เสียง คือ โด เร มี ฟา ซอล และลา เสียงโดจะเกิดจากไม้ไผ่ที่มีขนาดสั้นและลำปล้องหนาที่สุดในบรรดาไม้ไผ่ทั้งหก หลังจากนั้น ขนาดของไม้ไผ่จะบางลงและยาวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม้ไผ่ที่ยาวที่สุดจะมีขนาดบางที่สุดเป็นแหล่งกำเนิดเสียงโน้ตลา ซึ่งเป็นโน้ตเสียงสูงที่สุดในบรรดาหกเสียง แต่ละปล้องไม้ไผ่จะเจาะรูหนึ่งรู ด้านในมีลิ้นโลหะเพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ ไม้ไผ่ทั้งหกจะถูกยึดรวมกันไว้ด้วย "เต้า" ซึ่งทำจากไม้เนื้อแข็ง (ดูภาพประกอบ) เวลาเล่นจะใช้ปากเป่าที่ปลายเต้าแล้วใช้นิ้วมือเปิดปิดรูบนลำปล้องไม้ไผ่แต่ละลำสลับกันไปมาทำให้เกิดเป็นเสียงเพลง ส่วนแคนสมัยใหม่จะทำจากท่อพีวีซีซึ่งเพิ่มความดังของเสียงได้มากกว่าและมีเสียงเบส (เสียงทุ้ม) เยอะกว่าแคนไม้ไผ่ แต่ความไพเราะและความนิยม จะสู้แบบไม้ไผ่ไม่ได้ ราคาของแคนทั้งสองแบบพอๆ กันประมาณ 3,500 บาทในปัจจุบัน


คนม้งเล่าถึงตำนานเครื่องดนตรีสืบต่อกันมาว่า ในอดีตกาลมีคนม้งอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีพี่น้อง 7 คน วันหนึ่งผู้เป็นบิดาสิ้นชีวิตลง และบรรดาพี่น้องทั้ง 7 คนต้องการจัดงานศพเพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เป็นบิดา แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จึงได้ขอคำปรึกษาจากเทพเจ้า "ซียี" ซึ่งคนม้งมีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่พระเจ้าส่งมาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ในโลกและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดพิธีกรรมที่สำคัญของคนม้ง เทพเจ้าซียีได้แนะนำให้คนหนึ่งไปหาหนังสัตว์มาทำกลองไว้ตีและอีกหกคนไปหาลำไม้ไผ่ที่มีขนาดและความยาวไม่เท่ากันมาคนละอัน เรียงลำดับตามขนาด และอายุของแต่ละคน เมื่อเตรียมพร้อมแล้วให้คนหนึ่งตีกลอง และอีก 6 คน ที่เหลือเป่าลำไม้ไผ่ของตนบรรเลงเป็นเพลงเดียวกัน และเดินวนไปรอบๆ คนที่ตีกลองพร้อมกับมอบบทเพลงต่างๆ ให้



เมื่อเทพเจ้าซียีกล่าวเสร็จ พี่น้องทั้งเจ็ดจึงได้กลับไปจัดงานศพให้บิดาตามที่เทพเจ้าซียีแนะนำ ต่อมามีพี่น้องคนหนึ่งได้ตายจากไป เหลือคนไม่พอที่จะเป่าลำไม้ไผ่ทั้งหก พี่น้องที่เหลือ 6 คน จึงได้ขอคำปรึกษาจากเทพเจ้าซียีอีกครั้ง เทพเจ้าซียีจึงแนะนำให้รวมลำไม้ไผ่ทั้งหกมาเป็นชุดเดียวกัน แล้วให้คนเดียวเป่าเท่านั้น ส่วนคนอื่นให้ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชา ตระเตรียมอาหาร และทำหน้าที่อื่นไป


ต่อมารูปแบบพิธีงานศพดังกล่าวก็ได้รับการถือปฏิบัติมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นประเพณีในการจัดงานศพของคนม้งมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ฉะนั้นในธรรมเนียมม้งจึงห้ามมิให้ฝึกเป่าแคนภายในบ้าน ส่วนใหญ่จะฝึกในที่ห่างไกลจากหมู่บ้านซึ่งมักจะเป็นที่พักพิงตามไร่สวน นอกจากงานศพแล้ว ชาวม้งยังนิยมเป่าแคนในงานรื่นเริง เช่น งานปีใหม่ โดยเนื้อหาของบทเพลงที่เป่าจะมีความหมายแตกต่างออกไป รวมทั้งมีท่าเต้นประกอบการเป่าเพื่อดึงดูดความสนใจของคนดู แตกต่างจากการเป่าในงานศพซึ่งจะย่อตัวและเป่าวนรอบศพเท่านั้น


ชาย เด็กหนุ่มชาวม้งวัย 21 ปีจากบ้านขุนแม่ว้า อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจการเป่าแคนม้งมาตั้งแต่อายุ 14 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสนใจในเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้ฟังว่า


"ผมเห็นคนในหมู่บ้านเขาเล่นกันก็เลยอยากลองบ้าง พ่อไปซื้อแคนมาจากจังหวัดตาก จริงๆ ที่หมู่บ้านของผมก็มีขาย แต่เป็นแบบดั้งเดิมทำจากไม้ไผ่ ผมอยากได้แบบใหม่ที่ทำจากท่อพีวีซี เพราะเสียงของพีวีซี จะดังกว่าและเสียงเบสจะเยอะกว่า ผมเคยเห็นเขามาเล่นโชว์แล้วเสียงดังสนุกดี เลยอยากเล่นบ้าง"


สิ่งแรกที่ต้องเริ่มฝึก คือ รู้จักชื่อเรียกของรูทั้งหกซึ่งให้เสียงแตกต่างกัน หลังจากนั้นต้องฝึกเป่าลม ตามด้วยฝึกโน้ต ซึ่งแต่ละขั้นต้องใช้เวลาฝึกฝนนานหลายเดือนหรืออาจนานนับปีหากผู้ฝึกฝนมีเวลาฝึกน้อย ชายเล่าถึงขั้นตอนยากที่สุดของการเรียนเป่าแคนม้งให้ฟังว่า


"สิ่งที่ยากที่สุด คือ การเรียนภาษาพูดของแคนผ่านการจำ เพราะบทเพลงที่เป่าออกมามีความหมายทุกคำ แต่ประโยคที่ใช้ในเพลงจะแตกต่างจากภาษาพูดของคนม้งในชีวิตประจำวัน คล้ายๆ กับเป็นบทกวีหรือคำสอนซึ่งผู้เรียนต้องจดจำประโยคเหล่านี้ให้ได้ หลังจากนั้นจึงมาเป่าเป็นโน้ตเพลงให้ออกเสียงตรงกับประโยคเหล่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะไม่มีการเขียนบันทึกโน้ตเพลงเหล่านี้ออกเป็นตัวอักษร ต้องใช้การท่องจำ และจดจำเสียงที่ถูกต้องจากครูเพียงอย่างเดียว ผมฝึกอยู่ปีกว่า กว่าจะเล่นได้เป็นเพลง แต่ก็ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด นอกจากนี้ ยังต้องฝึกเต้นไปด้วย ผมไปเรียนมา 7 ท่า ต้องควบคุมจังหวะลมให้ดี และท่าเต้นต้องได้ด้วย เวลาซ้อมต้องซ้อมกระโดดด้วยเพื่อให้ลมหายใจคงที่"


ความยากของการฝึกฝนทำให้ผู้เรียนจำนวนมากเกิดความท้อและล้มเลิกไปในที่สุด ชายก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

"ตอนแรกท้อ จะไม่เล่นแล้ว เพราะต้องเรียนทุกวันตอนกลางคืน หลังจากเสร็จงานในไร่นาหรือกลับจากโรงเรียน ไม่งั้นก็จะลืมได้ง่ายๆ เพราะเป็นเสียงที่เราไม่คุ้นเคย เราไม่ได้ใช้ทุกวัน ไม่มีกระดาษเขียนต้องจำเสียงเอา ถ้าวันรุ่งขึ้นไปโรงเรียนก็ลืมแล้ว ถ้าไม่ได้เรียนต่อเนื่องก็ยาก ผมต้องเข้าไปเรียนในเมือง ช่วงปิดเทอมถึงจะได้กลับบ้านไปเรียนเป่าแคนทำให้ไม่ต่อเนื่อง และคิดอยากเลิกอยู่หลายครั้ง แต่พ่อไม่ให้เลิกเพราะอุตส่าห์ซื้อแคนให้แล้ว"


ผลจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและสภาพเศรษฐกิจบีบรัดทำให้คนม้งรุ่นใหม่โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ไม่ค่อยนิยมเป่าแคนเหมือนในอดีต ต่างจากชาวม้งในจังหวัดเชียงรายและน่านซึ่งปัจจุบันยังมีคนนิยมเล่นเยอะ เพราะทำไร่นาฤดูเดียว หรือมีช่วงเวลาว่างจากไร่นาให้ศึกษาดนตรีมากกว่า ปัจจุบันในจังหวัดเชียงรายและน่านมีโรงเรียนเปิดสอนการเป่าแคนม้งโดยเฉพาะ ทำให้เด็กรุ่นใหม่มีโอกาสเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้กันมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ผู้ชายจะนิยมเป่าแคนม้งมากกว่าผู้หญิงซึ่งมีภารกิจงานบ้านรัดตัว


ปัจจุบัน การเป่าแคนยังคงมีความสำคัญมากในงานศพของชาวม้ง โดยแต่ละงานต้องมีคนเป่าแคนเก่งระดับชั้นครูมาช่วยกันเป่าอย่างน้อยสามถึงสี่คนสลับกัน เพราะต้องมีเสียงแคนบรรเลงตลอดเช้ากลางวัน และเย็นตลอดระยะเวลางานสามถึงสี่วัน ดังนั้น คนเป่าแคนเก่งๆ จะได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมงานศพตามหมู่บ้านชาวม้งเสมอ เพราะหากไม่มีแคนบรรเลง ดวงวิญญาณที่ล่วงลับของชาวม้งก็ไม่อาจจะเดินทางกลับไปหาบรรพบุรุษที่รออยู่ในอีกภพหนึ่งได้ แคนหรือเฆ่งของชาวม้งจึงเป็นเครื่องดนตรีสำคัญที่ลูกหลานชาวม้งจะต้องร่วมกันสืบทอดต่อไป



--------------------------------------------------------------------------------




เนื้อเพลงเฆ่งในพิธีงานศพโดยทั่วไปจะมีลำดับการเป่าดังนี้

ดี๋ (ntiv) ซึ่งเป็นการโหมโรง
ปลั่วจี๋เฆ่งจี๋ จรั่ว (pluas cim qeej cim nruag) รัวกลองพร้อมกันไปกับเพลงเฆ่ง
ลื๋อฆะจรั่ว (lwm qab nruag) การลอดใต้คานที่แขวนกลองของผู้เป่าเฆ่ง
ซุตัว (xub tuag) เป็นการแนะนำเพลงเฆ่ง
ฆัวซุตัว (quas xub tuag) เป็นการลงท้ายบทแนะนำเพลง
ยซ่าเฆ่งตัว (zaj qeej tuag) เริ่มต้นเนื้อเพลง
ฆัวยซ่าเฆ่งตัว (quas zaj qeej tuag) เป็นการร่ายเนื้อเพลงเพื่อเข้าสู่ปรโลก
เฆ่งตร๋อฆ้าง (qeej rov qaab หรือ raib leev) เป็นขั้นตอนการกลับจากปรโลก
ยซายตร้อยซายเหนง (zais roj zais neev) เป็นขั้นตอนการกลบเกลื่อนเส้นทางกลับจากปรโลก เพื่อมิให้มีวิญญาณติดตามมาได้
เส่าเฆ่ง (xaus qeej) ลงท้ายบทเพลง

ประเภทของบทเพลงที่ใช้ในพิธีงานศพมีดังนี้
เฆ่งตูสา (qeej tu sav) เพลงแรกหลังจากผู้ตายได้สิ้นลมหายใจแล้ว
เฆ่งฆฮัวะเก (qeej qhuab ke) เพลงนำทางดวงวิญญาณไปสู่ปรโลกหรือแดนแห่งบรรพบุรุษ
เฆ่ง นเจเหน่ง (qeej nce neeg) เพลงเคลื่อนย้ายศพขึ้นหิ้ง (แคร่ลอย)
เฆ่ง เฮลอเด๋อ (qeej hlawv ntawv) เพลงเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ผู้ตาย
เฆ่งเสอเก๋ (qeej sawv kev) เพลงเคลื่อนย้ายศพออกจากบ้าน นอกจากจะใช้ในพิธีงานศพแล้ว ยังมีการใช้เฆ่ง เพื่อความบันเทิงในงานรื่นเริงต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะการเต้นรำเฆ่งในงานฉลองเทศกาลปีใหม่ม้ง ซึ่งบทเพลงเฆ่ง เพื่อความบรรเทิงจะมีลำดับการเป่าดังนี้
ดี๋ (ntiv) โหมโรง
ซุ (xub) แนะนำ
นู่ นตรื่อ (nuj nrws) เนื้อเรื่อง
ฆัวนู่ นตรื่อ (quas nuj nrws) ทวนเนื้อเรื่อง
ปลั่ว (pluas) สรุป
เส่า (xaus) ลงท้าย

ที่มา http://www.hilltribe.org/thai/hmong/hmong-music.php
http://www.salweennews.org :

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โอ้ละหนอเชียงใหม่ เปิดประตูสู่ภาคเหนือ


เพลงโอ้ละหนอเชียงใหม่
เป็นเพลงเปิดประตูสู่เชียงใหม่ ซึ่งเนื้อหาเพลงส่วนใหญ่ ก็บงบอกความเป็นเชียงใหม่ไว้หมดเเล้ว เป็นเพลงที่น่ารักสนุกๆของงวนกเเลยุคใหม่ สมาชิกในวงจะเเต่งตัวเป็นเด็กชาวม้งน่ารักๆซึงบงบอกถึงถิ่นภาคเหนือโดยรวม โดยการสื่อให้รู้ว่าถ้ามาเที่ยวเหนือเเล้วต้องพบเห็นเด็กๆชาวม้งเเละชาวม้งอยู่เเล้ว ซึ่งเป็นตัวเเทนของชนเผ่าต่างๆที่อยู่ที่ภาคเหนือ เเละในบางเพลงของวงนกเเลยุคใหม่สื่อให้เห็นของความพัฒนาของชนเผ่าม้งเเต่ยังรักษาไว้ซึ้งวัฒนธรรมเอกลักษณ์การเเต่งตัวของชาวม้งที่ยังคงรักษาไว้ไม่เปลี่ยน ซึ้งยังคงเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาสู่เชียงใหม่ บางคนมาเพื่อจะให้เห็นได้สัมผัสกับชนเผ่าทางภาคเหนือ บทเพลงหลายบทเพลงในนกเเลยุคใหม่ได้สื่อให้เห็นถึงชนเผ่าโดยรวมไว้หมดเเล้ว เชิญทุกท่านมาท่องเที่ยวเเละสัมผัสความเป็นเชียงใหม่ล้านนา กับบทเพลงน่ารักๆของนกเเลยุดใหม่กันนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เสื้อสั่งทำ




ถนนคนเดินที่เชียงใหม่เมื่อผมเดินเข้ามาในวัดที่อยู่ติดกับถนนคนเดิน ก็สังเกตุเห็นร้านหนึ่งเเขวนเสื้อเต็มไปหมดเลย เเละบนเสื้อมีข้อความว่า เสื้อสั่งทำ 20 นาที่มารับได้ ก็เข้าไปคุยกับเจ้าของร้าน คุยไปคุยมาผมก็อยากได้เสื้อตัวหนึ่งที่มีข้อความว่า LOVE HMONG เเล้วพี่เเก่ก็เเนะนำว่าพี่เเก่ก็เป็นม้ง ตอนเเรกผมไม่รู้ว่าพี่เเก่เป็นคนม้ง ชื่อ พี่สมชาย อยู่เชียงใหม่เเละพี่สมชายก็ทำอาชีพนี้มานานเเล้ว(ดูจากความคล่องเเคล่วที่เอาตัวหนังสือเเปะลงบนเสื้อ)ลูกค้าก็เยอะทั้งขาจรเเละขาประจำ เเละรับออเดอร์สั่งทำครั้งละมากๆ พี่น้องม้งท่านใดที่สนใจอยากได้เสื้อที่มีข้อความบนเสื้อหรือตัวอักษรตัวเลข ลงบนชุดกีฬา ก็ติดต่อพี่สมชายได้ครับ มือถือ 080-4304138 เบอร์บ้าน 053-297530

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ถนนคนเดินที่เชียงใหม่

ทุกเย็นวันอาทิตย์ย่านถนนท่าเเพประตูท่าเเพเมืองเชียงใหม่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว จากทั่วทุกสารทิศทั้งในประเทศเเละนอกประเทศเเละพ่อค้าเเม่ค้า จะออกมาเดินหาซื้อสิ้นค้าประเภทเเฮนเเมคสิ้นค้าพื้นเมืองกันอย่างคึกคัด ทั่วถนนเส้นนี้ เพราะถนนเส้นนี้คือถนนคนเดินนั้นเองครับ เเม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงหน้าฝนเเต่นักท่องเที่ยวก็เยอะมากพอๆกัน พ่อค้าเเม่ค้าเเถวนี้ก็ยังยิ้มได้บ่างเเต่ก็ยังขายไม่ได้ไม่มากเท่าใดนัก เเต่ละคนก็เฝ้ารอช่วงหน้าหนาวเเละคิดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวคงจะเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่กันมาก สำหรับใครที่คิดจะไปเที่ยวที่ยังนึกไม่ออกว่าจะไปที่ใหน ที่เชียงใหม่ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

qeej hmoob


qeejhmong หรือว่า เเคนม้ง เป็นเครื่องดนตรีม้งที่ใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ ในประเทศไทยส่วนมากใช้ในงานศพ ในประเทศจีนใช้เป่าได้ทุกงานทุกโอกาศ เช่น ปีใหม่ เเต่งงาน เเคนม้งยังไม่รู้ว่า ชาวม้งทำเเดนม้งในสมัยใดเเละเมื่อไรเเล้วนั้น เเต่ที่รู้คือว่าคนม้งใช้เเคนเป๋าในพิธีศพมานานเเล้ว ม้งอยู่ที่ใหนมักจะมีเเคนม้งเป็นสัญลักษณ์ เเสดงให้เห็นว่าเรายังเป็นม้งอยู่ ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป ความเจริญเข้ามา ม้งจะอยู่ที่ส่วนในของโลก ม้งไม่ลืมที่จะนำเเคนไปด้วยสอนเเละเป๋าเเคน ถ่ายทอดเสียงดนตรีในเเคนให้ลูกหลานต่อไปอย่างไม่รู้จบ

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

ผ้าปักม้งจีน(paaj daub hmoob suav)


เมื่อพูดถึงผ้าปักม้ง ผ้าปักม้งเป็นลวดลายที่สวยงาม ผู้หญิงม้งจะปักตามจิตณการของเเต่ละคนซึ่งของเเต่ละคนจะไม่เหมือนกันเเต่จะคล้ายๆกัน โดยส่วนมากม้งไทยม้งลาวม้งเวียดนามเเละม้งยุนาน(ม้งจีนตะวันตกเชียงใต้)จะปักคล้ายๆกันเป็นเเบบคลอสติก เเต่ม้งจีนเเถวไกวเจา ไหหนำ จะปักเป็นรูปต่างๆตามจิตณการโดยจะปักตรงรูปที่เขียนขึ้นมาซ้ำกันจนเป็นรูปต่างๆเช่น ลายผ้านก ลายดอกไม้ ลายมังกร เเละลายที่จิตณการออกมาผ้าปักที่เพิ่งเสร็จใหม่จะไม่สามารดตีค่าเป็นจำนวนเงินได้ เเต่ผ้าที่เก่าเเล้วสามารดนำมาขายได้ซึ้งราคานั้นเเล้วเเต่เจ้าของจะตกลงกันเอง ปัจจุบันนี้ผ้าปักม้งจีนก็เป็นที่นิยมชมชอบของบันดานักท่องเที่ยว ที่หาซื้อเก็บสะสมไว้ประดับประดาบ้านหรือเป็นของฝากเมื่อมาเยือนถึงถิ่นชาวม้ง