วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผ้าปักม้งคุณค่าเเห่งอารยธรรม


















งามวิจิตรศิลป์ผ้าม้ง ที่ยังคงลงเหลือมาให้เห็น
ชนเผ่าม้งผู้คิดค้นผ้าปักมือ งามเรืองลือระบือไกลทั่วถิ่นเเดน


ไม่มีใครรู้ว่าผ้าปักม้งเริ่มปักกันมาตั่งเเต่เมื่อ ผุ้เฒ่าผู้เเก่ม้งเล่าให้ฟังยังลอยๆเหมือนหรอกเด็กว่า ม้งกำเนิดเมื่อไหร่ก็มีผ้าปักเมื่อนั้น ฟังดูเเล้วหาคำตอบไม่ได้ ครับสำหรับผมเเล้วคิดว่าผ้าปักม้งมีกำเนิดมานานเเล้ว สมัยที่ม้งยังมีอนาจักรม้งที่เคยเจริญรุ่งเรื่องมาก่อน ยุคอนาจักรซานเเม๋วเป็นต้นมา ม้งทำผ้าขึ้นมาใช้เองตั้ง






เเต่โบราณกาลมาเเล้ว เช่นผ้าใยกัญชง(daub maaj)ม้งปักลายต่างๆลงบนผ้าใยกัยชง บอกเป็นเรื่องราวต่างๆบางก็ว่าอาจเป็นตัวหนังสือม้งที่ปักไว้บนผ้า หรือเป็นลายเเม่น้ำเเยงซี ที่ม้งเคยอยู่เเละอพยพจากการรุกรานของจีน จึงบอกเเละปักเป็นเรื่องราวต่างๆไว้บนผ้า

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

qhov txug


qhov txug คือ เตาไฟขนาดใหญ่ที่ทำด้วยดินเหนียวมีกะทะขนาดใหญ่อยู่ข้างบนใช้หุงข้าวต้มพักเเละใช้ประโยน์หลายอย่างของคนม้ง ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยมีให้เห็นกันเเล้ว เเต่ก็เหลือบ่างที่อนุรักษ์ไว้เเต่ไม่ค่อยได้ใช้เลย ส่วนมากจะสร้างไว้ใน(tsev daab qhuag)บ้านที่ทำด้วยไม่ไผ่มุ่งหญ้าคา สำหรับบ้านผมเเล้วปู่กับย่ายังอนุรักษ์ไว้เเละยังใช้หุงอาหารหรือไม่ก็ใช้ต้มข้าวโพดให้หมู เเละบางครั่งเมื่อถึ่งปีใหม่เราก้ได้ใช้นึ่งข้าวเหนียวที่ใช้ทำขนมม้งหรือ ncuav ถ้าใช้qhov txug นึ่งเเล้วจะเยอะมากพอสำหรับครอบครัวม้งที่อยุ่กันเยอะครับ ดินจากqhov txug นั้นยังใช้ทำเป็นเเป้งไว้ทาเด็กทารกตรงขาหนีบป้องกันความชื่นอีกครับ

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิซิดีประวัติศาสตร์ม้ง







มีนิยายปรัมปราของชาวม้งซึ่งได้เล่าสืบต่อกันมา กล่าวไว้ว่า ถิ่นกำเนิดของม้งอยู่ที่มุมหนึ่งของโลก เป็นดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็น ปกคลุมด้วยหิมะ น้ำตามลำธารจับตัวเป็นน้ำแข็ง มีเวลากลางคืนและกลางวันยาวนานถึง 6 เดือน จึงเป็นการน่าเชื่อว่าชาวม้งเคยอาศัยอยู่ในบริเวณ มองโกเลีย หรือแม้แต่ทางเหนือของสแกนดิเนเวีย หรือ บริเวณขั้วโลกเหนือ อย่างไรก็ตาม โดยที่เห็นว่า ม้ง มีลักษณะ หน้าตา ภาษา และความเชื่อทางศาสนาไม่เหมือนใคร บาทหลวงซาวีนา จึงเชื่อว่า ม้งไม่เหมือนชนชาติใดๆ ในทวีปเอเชีย และมีแหล่งกำเนิดจากที่แห่งหนึ่งในแคว้นเมโสโปเตเมีย จากประวัติศาสตร์ของจีน สันนิฐานได้ว่า ชาวม้งอยู่ในประเทศจีนมาก่อนชาวจีน และมีอาณาจักรของตนเองอยู่อย่างสงบสุขมาเป็นเวลานาน ต่อมาชาวจีนได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณลุ่มแม่นำฮวงโห (แม่นำเหลือง) และได้แผ่ขยายอาณาเขตออกมาด้วยการสู้รบขับไล่ชนชาติต่างๆ ที่เป็นบรรพบุรุษของชนชาติไทย ชนชาติม้ง และชนชาติอื่นๆ การต่อสู้ระหว่างบรรพบุรุษของชนชาติม้งและชนชาติจีนได้เป็นไปอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ ในสมัยราชวงศ์แมนจู (เหม็ง) หรือคริสศตวรรษที่ 17 กษัตริย์ในราชวงศ์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปรามให้ชาวม้งยอมจำนนโดยสิ้นเชิง จึงได้มีการต่อสู้อย่างรุนแรงในหลายแห่ง เช่น ที่เมืองพังหยุน ในปี ค.ศ. 1466 ในมณฑลไกวเจา ในระหว่าง ปี ค.ศ. 1733-1735 ในมณฑลเสฉวนและไกวเจา ระหว่างปี 1763-1775 สำหรับการสู้รบกับจีนครั้งหลังสุด เป็นช่วงเวลาประมาณ ปี ค.ศ. 1855-1881 ชาวม้งได้พ่ายแพ้ ส่วนหนึ่งจึงหลบหนึเข้าไปอยู่ตามป่าตามเขา ร่นไปทางตะวันตก มณฑลเสฉวน และทางใต้ มณฑลตังเกี๋ย และมณฑลยูนนาน ระหว่างการสู้รบศึกสงครามชาวม้งได้อาศัยภูเขาเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูและเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับความเป็นชนชาติที่รักอิสระ ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มเย็นและกว้างใหญ่ไพศาล การอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงจึงได้กลายเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชนชาติม้งในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งมีการกล่าวกันว่า "น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก แต่ภูเขาเป็นของม้ง" ชาวม้งได้อพยพผ่านประเทศเวียตนาม ลาว และในที่สุด ถึงประเทศไทย จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านที่มีอายุร่วมร้อยปี กล่าวว่าพวกเขาเกิดในแผ่นดินไทย และส่วนใหญ่กล่าวว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขาเป็นนักรบเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะที่ศูนย์วิจัยชาวเขาที่เชียงใหม่มีความเห็นว่า ชาวม้งกลุ่มแรกๆ ได้อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยประมาณเมื่อ ปี ค.ศ. 1850 ฉะนั้น ชาวม้งจึงน่าจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้ประมาณ 150 ปีมาแล้ว โดยมีเส้นทางอพยพเข้ามา 3 จุดใหญ่ๆ คือ

1. เป็นจุดที่ชาวม้งเข้ามามากที่สุด อยู่ทางทิศเหนือสุดหรือแนวเมืองคาย - ห้วยทราย - เชียงของ
2. อยู่ในแนว สายบุรี (ลาว) - อ. ปัว จ. น่าน
3. เป็นจุดที่เข้ามาน้อยที่สุด อยู่ในแนว ภูเขาคาย (ใกล้เวียงจันทร์) - จังหวัดเลย

จากการสำรวจของ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางชุมชนบนพื้นที่สูง กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ปี 2541 ได้สรุปจำนวนประชากรชาวม้งว่ามีประมาณ 126,300 คน อาศัยอยู่ใน 13 จังหวัดเขตภาคเหนือ คือ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย พะเยา และ เลย
ชาวม้งในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ
1. ม้งจั๊ว (ม้งเขียว หรือ น้ำเงิน)
2. ม้งเดอะ (ม้งขาว)
3. ม้งจ้ายบ๊าง (ม้งลาย)

...บางที่มา ...

ประวัติและความเป็นมา (History of the Hmong people)

ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่า ชนชาติม้ง มาจากที่ไหน แต่สันนิษฐานกันว่า ม้ง คงจะอพยพมาจากที่ราบสูงธิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งชาวเขาเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเจา ฮุนหนำ กวางสี และมณฑลยูนาน ม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีนมาหลายศตรรษ จนกระทั่ง ประมาณคริสตศตวรรษที่ 17 ราชวงค์แมนจู (เหม็ง) มีอำนาจในประเทศจีน กษัตริย์จีนในราชวงค์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปราม เพราะเห็นว่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดว่า ม้งเป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบปรามม้งเกิดขึ้น โดยให้ชาวม้งยอมจำนน และยอมรับวัฒนธรรมของจีน จึงได้มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในหลายแห่ง เช่น ในเมืองพังหยุนในปี พ.ศ.2009 และการต่อสู้ในมณฑลไกวเจาในระหว่าง พ.ศ. 2276 - 2278 และการต่อสู้ในมณฑลเสฉวนในระหว่าง พ.ศ. 2306 – 2318

ชาวม้ง ประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียพลรบ และประชากรเป็นจำนวนมาก ในที่สุด ม้ง ก็เริ่มอพยพถอยร่นสู่ ทางใต้ และกระจายเป็น
กลุ่มย่อย ๆ กลับขึ้นอยู่บนที่สูงป่าเขาในแคว้นสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และอีกกลุ่มได้อพยพไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรลาว
บริเวณทุ่งไหหิน เดียนเบียนฟู และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2400 เศษ เป็นต้นมา

ชาวม้ง ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง กำแพงเพชร เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 151,080 คน

ประชากรม้งในจีน

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผลิตภัณฑ์ปางดาวผ้าปัก





วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ททท.ขอเชิญท่านร่วมสัมผัสปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง


จังหวัดหนองคาย องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เทศบาลเมืองหนองคาย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี กำหนดจัดงานเทศกาลออกพรรษา “บั้งไฟพญานาค” ประจำปี 2552 ในระหว่างวันที่ 1 - 7 ตุลาคม 2552

นางธัญภา นิโครธานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานอุดรธานี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลออกพรรษาของทุกปี จะมีประชาชนทั่วทุกภูมิภาคเดินทางมายังจังหวัดหนองคายเพื่อสัมผัสกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “บั้งไฟพญานาค” ลูกไฟสีแดงอมชมพู พวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง ไม่มีเสียง ไม่มีควัน และไม่มีกลิ่น เหมือนดอกไม้ไฟหรือพลุ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 โดยในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และในวันดังกล่าวจะมีพิธีบวงสรวงพญานาคตามแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ณ ศาลหลักเมืองปากห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย ส่วนในเขตเทศบาลเมืองหนองคายได้จัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นถนนอาหาร การประกวดกระทงยักษ์ การแข่งขันเรือยาวประเพณีฯชิงถ้วยพระราชทานฯ การแสดงแสง-เสียงเปิดตำนาน “บั้งไฟพญานาค” การประกวดปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิม การลอยเรือไฟบูชาพญานาค การลอยกระทงสาย การตักบาตรเทโวโรหนะเป็นต้น

นอกจากนี้ ผอ.ททท.อุดรธานี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคยังรอการพิสูจน์จากนักท่องเที่ยว จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสปรากฏการณ์มหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง “บั้งไฟพญานาค” ด้วยตัวท่านเอง ทั้งนี้ สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานอุดรธานี โทรศัพท์ 0-4232-5406-7 หรือ E-mail : tatudon@tat.or.th / www.tourismthailand.org/udonthani ศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคายโทรศัพท์ 0-4242-1326, 0-4241-1120 ทุกวันในเวลาราชการ

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

รายได้เสริมของนักท่องเน็ตอีกช่องทางหนึ่งที่กยากเเนะนำ

คือการใช้จ่ายบริการต่างที่ใช้อยุ่เป็นประจำเช่น
ค่าไฟ ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์พื้นฐานTOT
โดยจ่ายผ่านผู้ให้บริการ AZpeypoit ผู้ให้บริการจะคิดค่าคอมมิชชั่นให้ตามเเผนการตลาดเเละสมาชิกสามาทรทำเป็นร้านออนไลน์เปิดจุดรับชำระค่าบริการต่างจากลูกค้าได้อีกด้วย
ลายละเอียดคลิกตามลิงค์นี้ครับ
http://www.azpaypoint.com/?sid=hmong21

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552


เล่าเรื่องเกี่ยวกับชาวม้งเขายาว
ในตำบลซัวก่ามณฑลกุ้ยโจว ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีชาวม้งเขายาว ซึ่งเป็นพวกหนึ่งของชาวม้งอาศัยอยู่ ชาวม้งเขายาวมีประชากรประมาณ4000คน ใช้ชีวิตลึกลับแบบโบราณอยู่บนภูเขาสูงและหนาวมาก เมื่อไม่นานมานี้ เราได้ไปถึงหมู่บ้านหลงกา ที่ชุมนุมของชาวม้งเขายาว ได้สัมผัสบรรยากาศพิเศษของชาวม้ง
เมื่อรู้ว่าเราจะไป หนุ่มสาวชาวม้งหมู่บ้านหลงกาต่างสวมใส่เสื้อผ้าชุดเทศกาล ประคองถ้วยเขาวัวที่ใส่เหล้าข้าวเหนียวไว้เต็ม ร้องเพลงคารวะเหล้าต้อนรับพวกเราที่หน้าประตูหมู่บ้าน ตามประเพณีท้องถิ่น แขกต้องดื่มเหล้าสามถ้วยถึงจะเข้่าหมู่บ้านได้
ในหมู่บ้าน เราได้เห็นสาวชาวม้งเขายาวหมู่บ้านหลงกาเกล้าผมยาวไว้บนเขาไม้ยาวอันหนึ่ง ดูแล้วรู้สึกหนักมาก ชนชาติม้งเขายาวก็ได้ชื่อจากนี่แหละ ทำไมพวกเขาจึงชอบใช้เขายาวเป็นเครื่องประดับผม นายโหมวฮุยสวี้ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวม้งเขายาวของหมู่บ้านหลงก่าแนะนำว่า
"หนึ่ง เพราะพวกเขาอาศัยวัวเป็นหลักในการผลิต จึงบูชาเขาวัวเป็นโทเทม สองคือ แต่ก่อน พวกเขาใช้ชีวิตด้วยการล่าสัตว์เป็นหลัก ในป่า มีทั้งกวางและสัตว์ป่าอื่นๆ ซึ่งล้วนมีเขา ชาวม้งเขายาวจึงคิดว่า สัตว์ป่ามีเขา พวกเขาก็ต้องมีเขา ซึ่งอาจจะหลอกสัตว์ป่าให้งงงวยได้"
นางสวองจี้ไจ สาวชาวม้งเขายาวบอกผู้สื่อข่าวว่า ทุกวันเวลาหวีผม สาวชาวม้งเขายาวก็จะเอาผมที่ร่วงถักเข้ากับเส้นป่าน และเก็บผมเหล่านี้ไว้เป็นของขวัญแต่งงานให้ลูกสาวของตน การสืบทอดต่อๆกันหลายรุ่น สาวชาวม้งเขายาวจึงมีผมมากยิ่งขึ้น พวกเธอได้นำความคิดถึงที่มีต่อคนรุ่นก่อนผูกติดไว้กับผมเหล่านี้
เพื่อให้เราเข้าใจการหวีและแต่งผมของพวกเธอ หญิงสาวชาวม้งจึงแสดงวิธีทำผมให้เราดู แม้ว่าพวกเธอจะชำนาญทำผมมาก แต่ก็ใช้เวลากว่า40นาที
ในหมู่บ้านหลงกา มองไปทางไหนล้วนเป็นบ้านมุงหลังคาด้วยหญ้าตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไป บ้านหลังคาหญ้านั้นสร้างแบบมีระดับเอียงลาด ชาวม้งในท้องถิ่นบอกเราว่า หลังคาแบบนี้มีประโยชน์ป้องกันไม่ให้น้ำฝนรั่วลงไปจนทำให้หญ้าเหม็นเน่า
ที่ใต้ชายบ้านคา สาวน้อยชาวม้งเขายาวในชุดชนชาติอันสวยงามกลุ่มหนึ่งกำลังวาดภาพต่างๆบนผ้าด้วยความตั้งใจ เพื่อให้เสื้อผ้าสวยงาม สาวชาวม้งเขายาวนิยมใช้พืชพันธ์ธรรมชาติเป็นวัตถุย้อมสี และวาดภาพสวยงามต่างๆบนผ้าที่จะนำไปตัดเย็บเสื้อผ้า ศิิลปะเช่นนี้เรียกว่า"วาดด้วยขี้ผึ้ง" หวางเจียอิน สาวที่กำลังวาดภาพบอกเราว่า หญิงสาวทุกคนชำนาญในการวาดด้วยขี้ผึ้ง เวลาวาด พวกเธอไม่ต้องมีแบบ เพียงอาศัยความคิดสร้างสรรค์เอง ก็สามารถวาดภาพสวยงามประเภทต่างๆได้
การปั่นทอ การปักและการสอยลายดอกล้วนเป็นงานที่ต้องหัดกันตั้งแต่เด็กของสาวชาวม้งเขายาว เสียงที่ท่านได้ยินอยู่นี้ก็คือเสียงทอผ้าที่เราบันทึกไว้ในหมู่บ้านหลงกา
เมื่อได้เห็นฝีมืออันวิจิตรประณีตในการทำเสื้อผ้าของสาวม้งเขายาวแล้ว เราก็ไปที่พิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนถึงสภาพชีวิตของชาวม้งเขายาวในหมู่บ้านหลงกา เมื่อปี1998 จีนและนอร์เวย์ได้ร่วมกันสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมพิเศษของชาวม้งเขายาว
นายโหมวฮุยสวี้ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แนะนำว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กินเนื้อที่120ตารางกิโลเมตร นอกจากจัดแสดงและอนุรักษ์บ้านเรือน เสื้อผ้า เครื่องดนตรี ทรัพยากรการผลิตและการใช้ชีวิตของชาวม้งเขายาวแล้ว ยังได้บันทึกพิธีต่างๆ เช่น การแต่งงาน การฝังศพ พิธีศาสนาเป็นต้นในท้องถิ่นด้วยรูปแบบต่างๆ เช่น การบันทึกเสียง การถ่ายวิดิทัศน์และเขียนบันทึกเป็นต้น
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตะวันใกล้พลบแล้ว ท่ามกลางเสียงเพลงอำลาของหนุ่มสาวชาวม้งเขายาว เราขึ้นรถเดินทางกลับบ้าน ในใจทุกคนต่างเปี่ยมไปด้วยความอาลัยที่มีต่อบรรยากาศพิเศษของพวกเขา
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากเว็บhttp://thai.cri.cn/1/2007/03/26/21@95250.htm

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

nkauj hmoob song










วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

พ่อของเเผ่นดิน

วันนี้เปิดเมลดูได้รับบทความดีๆอ่านเเล้วได้กำลังใจจากน้องสาวคนหนึ่งที่อยู่เชียงใหม่เป็นพระบรมชาโอวาทของในหลวงจึงนำมาลงในนี้เพื่อให้เพื่อนได้อ่านกันครับ
1. ความเพียร การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันควรทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีควรต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯวันที่27 ตุลาคม 2516 2. ความพอดี ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 18 ธันวาคม 2540 3. ความรู้ตน เด็กๆ ทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัว การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบและคนที่มีระเบียบดีแล้ว จะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้องรวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญ ให้แก่ตนเองและส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน พระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก ประจำปี 2521 4. คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้ พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2521 5. อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 มิถุนายน 2496 6. พูดจริง ทำจริง ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจ จัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2540 7. หนังสือเป็นออมสิน หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิ ดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้