วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554
ประชันธิดาน้อยชนเผ่าม้ง5ขวบคว้ารางวัล
ประชันธิดาน้อยชนเผ่า5ขวบคว้ารางวัล
จ.น่าน จัดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า หนูน้อยวัย 5 ขวบ เผ่าม้งคว้ารางวัลไปครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.น่าน ได้จัดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน โดยนายวิทยา กามนต์ รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า เพื่อสร้างความสามัคคีในชนเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยนอันดีต่อกัน เนื่องในงานมหกรรมเครื่องเงินเมืองน่าน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2554
ทั้งนี้ ตามนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์คุณภาพของจังหวัด ภายใต้โครงการการพัฒนาเครื่องเงินตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเงินของจังหวัดน่านเพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยใช้กลยุทธ์ ที่ดึงเอากลุ่มผู้ประกอบการเกี่ยวกับเครื่องเงินจังหวัดน่าน มาออกร้านจำหน่ายเครื่องเงินเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างง่าย นำมาสู่การขยายช่องทางการตลาดของผู้ประกอบการเครื่องเงินจังหวัดน่าน ให้ก้าวสู่ตลาดสากลและเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานเพียงแค่ 2 วัน สามารถจำหน่ายเครื่องเงินได้กว่า 2 ล้านบาท และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ที่นำเครื่องเงินมาจำหน่ายในงานจำนวน 15 ร้าน
นอกจากนี้ งานในคืนวันที่ 2 ของชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินในจังหวัดน่าน ได้จัดให้มีการประกวดธิดาชนเผ่าน้อย จากชนเผ่าม้ง และเผ่าเมี่ยน โดยมีหนูน้อยจากชนเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยน ในจังหวัดน่าน เข้าร่วมประกวด 22 คน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความน่ารักและงดงาม จนสร้างความประทับใจให้กับผุ้มาร่วมงานอย่างมาก
สำหรับ ผลการประกวด ด.ญ.ภัททิยา ภัทรวรากุล อายุ 5 ปี ชนเผ่าม้ง ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยรองอันดับ 1 ได้แก่ ด.ญ.ศุภวรรณ แซ่จ๋าว อายุ 10 ปี ชนเผ่าเมี่ยน และรองอันดับ 2 ได้แก่ ด.ญ.จิราภรณ์ แซ่เต็น อายุ 10 ชนเผ่าเมี่ยน
สำหรับ รางวัลชมเชย ประกอบด้วย ด.ญ.กมลชนก ทรงตระกูลวงศ์ อายุ 10 ปี ชนเผ่าม้ง และ ด.ญ.ธาราทิพย์ จารุศิริกุล อายุ 7 ปี ชนเผ่าเมี่ยน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายในเวทีงาน ได้จัดให้มีการแสดงเป่าแคนของชนเผ่าม้ง การแสดงศิลปวัฒนธรรมชนเผ่าม้งที่หาชมได้ยาก และ การเปิดร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินจากชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินในจังหวัดน่าน โดยชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินจังหวัดน่าน ได้นำเครื่องเงินมาร่วมแสดงและจำหน่าย
ทั้งนี้ มีนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดน่านสนใจเข้าชมและเลือกซื้อเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลจาก คมชัดลึก
จ.น่าน จัดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า หนูน้อยวัย 5 ขวบ เผ่าม้งคว้ารางวัลไปครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.น่าน ได้จัดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน โดยนายวิทยา กามนต์ รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า เพื่อสร้างความสามัคคีในชนเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยนอันดีต่อกัน เนื่องในงานมหกรรมเครื่องเงินเมืองน่าน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2554
ทั้งนี้ ตามนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์คุณภาพของจังหวัด ภายใต้โครงการการพัฒนาเครื่องเงินตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเงินของจังหวัดน่านเพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยใช้กลยุทธ์ ที่ดึงเอากลุ่มผู้ประกอบการเกี่ยวกับเครื่องเงินจังหวัดน่าน มาออกร้านจำหน่ายเครื่องเงินเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างง่าย นำมาสู่การขยายช่องทางการตลาดของผู้ประกอบการเครื่องเงินจังหวัดน่าน ให้ก้าวสู่ตลาดสากลและเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานเพียงแค่ 2 วัน สามารถจำหน่ายเครื่องเงินได้กว่า 2 ล้านบาท และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ที่นำเครื่องเงินมาจำหน่ายในงานจำนวน 15 ร้าน
นอกจากนี้ งานในคืนวันที่ 2 ของชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินในจังหวัดน่าน ได้จัดให้มีการประกวดธิดาชนเผ่าน้อย จากชนเผ่าม้ง และเผ่าเมี่ยน โดยมีหนูน้อยจากชนเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยน ในจังหวัดน่าน เข้าร่วมประกวด 22 คน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความน่ารักและงดงาม จนสร้างความประทับใจให้กับผุ้มาร่วมงานอย่างมาก
สำหรับ ผลการประกวด ด.ญ.ภัททิยา ภัทรวรากุล อายุ 5 ปี ชนเผ่าม้ง ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยรองอันดับ 1 ได้แก่ ด.ญ.ศุภวรรณ แซ่จ๋าว อายุ 10 ปี ชนเผ่าเมี่ยน และรองอันดับ 2 ได้แก่ ด.ญ.จิราภรณ์ แซ่เต็น อายุ 10 ชนเผ่าเมี่ยน
สำหรับ รางวัลชมเชย ประกอบด้วย ด.ญ.กมลชนก ทรงตระกูลวงศ์ อายุ 10 ปี ชนเผ่าม้ง และ ด.ญ.ธาราทิพย์ จารุศิริกุล อายุ 7 ปี ชนเผ่าเมี่ยน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายในเวทีงาน ได้จัดให้มีการแสดงเป่าแคนของชนเผ่าม้ง การแสดงศิลปวัฒนธรรมชนเผ่าม้งที่หาชมได้ยาก และ การเปิดร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินจากชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินในจังหวัดน่าน โดยชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินจังหวัดน่าน ได้นำเครื่องเงินมาร่วมแสดงและจำหน่าย
ทั้งนี้ มีนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดน่านสนใจเข้าชมและเลือกซื้อเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลจาก คมชัดลึก
วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เที่ยวต่างวิถี ดูชีวิต 12 เดือน ชาวม้ง บ้านเข็กน้อย
บางคนบอกว่า การมาเที่ยวเพชรบูรณ์ครั้งนี้นั้นนับว่าได้เห็นสภาพที่แตกต่างจากที่เคยผ่านแล้วเห็นมา
สมัย ก่อนเพชรบูรณ์ดูแห้งแล้ง สองเส้นทางที่ผ่านก็เห็นภูเขาหัวโล้น ต้นไม้ใหญ่หายาก แต่พอมาคราวนี้ เมืองมะขามหวานแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไป อากาศตามภูเขาหลังฝนตกช่วยให้คณะเดินทางรู้สึกชุ่มชื่นใจ และเหตุที่ช่วยให้ใจเบิกบานส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเวลาที่มองไปทางไหนก็เห็น แต่ความเขียวของต้นไม้ใบหญ้า
เมืองเล็กๆ ที่เคยกลายเป็นทางผ่านดูเหมือนไม่มีอะไรให้ต้องลงไปดู กลายเป็นอาณาจักรที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางที่รักการท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต
ระยะหลังชื่อของ “ผาซ่อนแก้ว” ยังเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมที่ขึ้นชื่อไปในแวดวงนักปฏิบัติที่อยากสร้างความผ่องใสให้จิตใจ
ตาม กำหนดการ พวกเราคณะเดินทางหรือสื่อมวลชนสายท่องเที่ยว ที่มาร่วมกิจกรรม 84 พรรษาตามรอยพระบาทยาตรา โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ให้การสนับสนุนนั้น ต้องไปดูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวม้งที่อาศัยอยู่บริเวณบ้านเข็กน้อย ขึ้นกับอำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
หมู่บ้านวัฒนธรรมชาวเขาบ้านเข็กน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเป็นหมู่บ้านม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีกิจกรรมท่องเที่ยวซึ่งหาดูได้ยาก เช่น ชมการจำลองวิถีชีวิตชาวม้ง ชมการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ วิถีชีวิต 12 เดือนของม้ง รำแคน ระบำกระดัง ระบำขลุ่ย เดินแบบชุดม้ง
ตบท้ายด้วยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวม้ง อาทิ ผ้าปักลาย พืชผักการเกษตร ตามปกติจะเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท หากมาที่นี่แล้วยังสามารถเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น ภูทับเบิก เขาค้อ ทุ่งแสลงหลวง ได้อีก
การมารวมตัวเป็นหมู่บ้านชาวม้ง เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบริเวณพื้นที่นี้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทยกับรัฐบาล เกิดการต่อสู้กันทั้งแบบปะทะกันโดยตรงและการใช้สงครามจิตวิทยาเพื่อดึงคนมา เข้าเป็นพวกพ้อง ท้ายที่สุดมีการเผาทำลายชุมชนเข็กน้อยเก่า ทำให้ชาวม้งกระจัดกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ บางกลุ่มของชาวม้งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยอพยพเข้าไป อาศัยอยู่ในป่า
บางกลุ่มของชาวม้งอพยพเข้าไปอยู่ในเมือง เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ การอพยพครั้งนี้ทำให้ชาวม้งซึ่งเคยอยู่รวมกันต้องแยกย้ายกระจายตามที่ต่างๆ ทำให้ยากต่อการควบคุมดูแลของรัฐบาล
บ้านเข็กน้อย อยู่ห่างจากถนนมิตรภาพสายพิษณุโลก-หล่มสัก ที่กิโลเมตร 94 เพียง 2 กิโลเมตร
เป็น หมู่บ้านที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งของชาวม้งในพื้นที่ 3 จังหวัด มีโรงเรียนชาวเขาที่ทางราชการตั้งให้ มีหน่วยสอนศาสนาคริสเตียน แต่เดิมมีคนอยู่ 600 คน ภายหลังชาวม้งส่วนใหญ่กับมิชชันนารีอพยพเข้ามาอยู่กับฝ่ายไทย
ปี พ.ศ.2514 ได้มีการอพยพกลับมาอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่อีกครั้ง โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ระดมชายที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปีที่เป็นชาวม้ง และหลบหนีคอมมิวนิสต์เพื่อเข้ารบและรับการฝึกอาวุธ ทหารเหล่านี้เรียกเป็นทางการว่าทหารชาวเขาอาสาสมัครเขาค้อ คือ กองร้อย ชขส. 31 ซึ่ง จุดที่พักค่ายทหารในช่วงนั้นคือ ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน อาจจะถือได้ว่า กองร้อยทหารชาวเขาอาสาสมัครเป็นจุดกำเนิดของหมู่บ้านชาวม้งในปัจจุบันนี้ก็ เป็นได้
ชาวม้งดังกล่าวมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประเทศชาติในการต่อสู้ กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ การได้มาเป็นทหารอาสาของชาวม้งในเวลานั้นมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การสมัครใจของชาวม้ง มาด้วยคำสั่งของรัฐบาล และมาโดยถูกเลือกจากทหาร
เหตุผล ของการสมัครมาเป็นทหารอาสาชาวเขาในกองทัพไทยเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวลา นั้น วิเคราะห์จากการตอบคำถามและพูดคุยกับทหารและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมีดัง นี้
เพื่อเป็นการแสดงว่าชาวม้งมีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลไทย และมีความรักชาติไทย ชาวม้งได้สมัครเป็นทหารอาสาในกองทัพไทย อีกทั้งบริเวณพื้นที่ซ่องสุมของพรรคคอมมิวนิสต์มีลักษณะเป็นป่าเขา เป็นเหว เป็นถ้ำ ซึ่งเป็นการยากต่อการเข้าไปในพื้นที่ของทหารไทยที่ไม่คุ้นเคยกับลักษณะ ภูมิประเทศเช่นนี้ รัฐบาลจึงรับทหารอาสาชาวม้งซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ก่อนมา ช่วยและลาดตระเวนหาข่าวให้กับทหารไทย
ชาวม้งที่อพยพลงมาอาศัยอยู่กับคน พื้นราบ ไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศร้อน ชาวม้งไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้นเพื่อให้ชาวม้งมีที่อยู่ที่ถาวร มีที่ดินทำกินทำอาชีพเกษตรกรรม จึงสมัครมาเป็นทหารอาสาช่วยรบในเวลานั้น เมื่อสามารถสู้รบและแย่งพื้นที่ในบริเวณพื้นที่ชุมชนเข็กน้อยเป็นผลสำเร็จ แล้ว ทหารได้จัดตั้งค่ายพักทหารในบริเวณดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า กองร้อย ชขส.31 เพื่อเป็นสถานที่จัดเตรียมพื้นที่ด้านอาหาร ที่พัก และได้อนุญาตให้ชาวม้งไปรับครอบครัวมาอยู่ด้วยกันในพื้นที่ตั้งค่าย
ใน ช่วงก่อนจะเกิดการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทย นั้น ในพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ที่ชาวเขาได้มาทำไร่อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเกิดการสู้รบ จึงไม่มีใครกล้าจะเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เหล่านี้
จน กระทั่งทหารอนุญาตให้ทหารอาสาชาวม้งและครอบครัวอาศัยอยู่ที่นี่ อีกทั้งถนนเข้า-ออกหมู่บ้านมีถนนใหญ่ตัดผ่าน คือ เส้นทางหล่มสัก-พิษณุโลก ทำให้สะดวกและง่ายต่อการเข้ามาดูแลของรัฐบาลและทหาร ดังนั้นการเข้ามาตั้งค่ายพักทหารในบริเวณนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างชุมชนเข็กน้อย และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทหาร
ทุกวันนี้ หมู่บ้านเข็กน้อยกลายเป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไปแล้วต้องหยุด คนในหมู่บ้านก็จะมีจัดการแสดงจำลองวิถีชีวิตมาให้ดูที่โรงแสดงของหมู่บ้าน ส่วนผู้แสดงก็คือหนุ่มสาวชาวม้งในหมู่บ้านที่ฝึกกันขึ้นมานั่นเอง
เนื้อหา ของการร่ายรำที่นำมาแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต เช่น ก ารเกี่ยวข้าว การทำนา ความสวยงามอยู่ที่การชุดแต่งกายประจำเผ่า แต่ถ้าใครอยากได้บรรยากาศแบบของจริง ต้องมาร่วมงานที่เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวม้งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
การ มาดูเรื่องต่างวัฒนธรรมต่างประเพณีอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังคือ เรื่องของความคิด ต้องคิดแบบสีเขียวตามแนวคิดเขียว 7 อย่าง หรือ 7 Greens เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน หรืออาจใช้สูตรเที่ยวไทยหัวใจใหม่ สิ่งแวดล้อมสดใส เมืองไทยยั่งยืน ตามแนวคิดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามรณรงค์กันอยู่
การคิดแบบสีเขียวที่ว่าคือ การไม่มองว่าม้งคือของแปลก แต่ต้องดูว่าเขาก็เป็นมนุษยชาติเหมือนเรา เพียงแต่ความเป็นอยู่ ประเพณีวัฒนธรรมต่างจากเรา และน่าสนใจว่าต่างกันอย่างไร นี่คือความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ร่วมโลก
สิ่งสำคัญคือ ไม่มองว่าพวกเขาเป็นตัวตลก เป็นไม้ประดับ หรือเป็นคนที่มาอาศัยผืนแผ่นดินเราอยู่เท่านั้น
พระ พุทธองค์ตรัสว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สิ่งทั้งหมดสำเร็จได้ด้วยใจ ดังนั้นหากเราไปท่องเที่ยวด้วยความคิด ความรู้สึกที่เบิกบาน พร้อมรับในสิ่งที่แตกต่าง พร้อมแบ่งปันในสิ่งที่ตนมี เท่านี้ การท่องเที่ยวทริปนั้นก็ถือว่าเป็นการเติมพลังให้ชีวิตได้แล้ว
ด้วยเหตุ นี้ พวกเราชาวคณะจึงปิดท้ายด้วยการช็อปปิ้งของฝาก อันเป็นงานฝีมือของชาวม้ง เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนที่เราไปเยี่ยมเยือน ตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบไทยๆ และจากมาด้วยความสุขเช่นเคย
ข้อมูลจาก ไทยโพสต์
สมัย ก่อนเพชรบูรณ์ดูแห้งแล้ง สองเส้นทางที่ผ่านก็เห็นภูเขาหัวโล้น ต้นไม้ใหญ่หายาก แต่พอมาคราวนี้ เมืองมะขามหวานแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไป อากาศตามภูเขาหลังฝนตกช่วยให้คณะเดินทางรู้สึกชุ่มชื่นใจ และเหตุที่ช่วยให้ใจเบิกบานส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเวลาที่มองไปทางไหนก็เห็น แต่ความเขียวของต้นไม้ใบหญ้า
เมืองเล็กๆ ที่เคยกลายเป็นทางผ่านดูเหมือนไม่มีอะไรให้ต้องลงไปดู กลายเป็นอาณาจักรที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางที่รักการท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต
ระยะหลังชื่อของ “ผาซ่อนแก้ว” ยังเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมที่ขึ้นชื่อไปในแวดวงนักปฏิบัติที่อยากสร้างความผ่องใสให้จิตใจ
ตาม กำหนดการ พวกเราคณะเดินทางหรือสื่อมวลชนสายท่องเที่ยว ที่มาร่วมกิจกรรม 84 พรรษาตามรอยพระบาทยาตรา โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ให้การสนับสนุนนั้น ต้องไปดูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวม้งที่อาศัยอยู่บริเวณบ้านเข็กน้อย ขึ้นกับอำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
หมู่บ้านวัฒนธรรมชาวเขาบ้านเข็กน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเป็นหมู่บ้านม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีกิจกรรมท่องเที่ยวซึ่งหาดูได้ยาก เช่น ชมการจำลองวิถีชีวิตชาวม้ง ชมการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ วิถีชีวิต 12 เดือนของม้ง รำแคน ระบำกระดัง ระบำขลุ่ย เดินแบบชุดม้ง
ตบท้ายด้วยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวม้ง อาทิ ผ้าปักลาย พืชผักการเกษตร ตามปกติจะเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท หากมาที่นี่แล้วยังสามารถเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น ภูทับเบิก เขาค้อ ทุ่งแสลงหลวง ได้อีก
การมารวมตัวเป็นหมู่บ้านชาวม้ง เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบริเวณพื้นที่นี้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทยกับรัฐบาล เกิดการต่อสู้กันทั้งแบบปะทะกันโดยตรงและการใช้สงครามจิตวิทยาเพื่อดึงคนมา เข้าเป็นพวกพ้อง ท้ายที่สุดมีการเผาทำลายชุมชนเข็กน้อยเก่า ทำให้ชาวม้งกระจัดกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ บางกลุ่มของชาวม้งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยอพยพเข้าไป อาศัยอยู่ในป่า
บางกลุ่มของชาวม้งอพยพเข้าไปอยู่ในเมือง เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ การอพยพครั้งนี้ทำให้ชาวม้งซึ่งเคยอยู่รวมกันต้องแยกย้ายกระจายตามที่ต่างๆ ทำให้ยากต่อการควบคุมดูแลของรัฐบาล
บ้านเข็กน้อย อยู่ห่างจากถนนมิตรภาพสายพิษณุโลก-หล่มสัก ที่กิโลเมตร 94 เพียง 2 กิโลเมตร
เป็น หมู่บ้านที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งของชาวม้งในพื้นที่ 3 จังหวัด มีโรงเรียนชาวเขาที่ทางราชการตั้งให้ มีหน่วยสอนศาสนาคริสเตียน แต่เดิมมีคนอยู่ 600 คน ภายหลังชาวม้งส่วนใหญ่กับมิชชันนารีอพยพเข้ามาอยู่กับฝ่ายไทย
ปี พ.ศ.2514 ได้มีการอพยพกลับมาอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่อีกครั้ง โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ระดมชายที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปีที่เป็นชาวม้ง และหลบหนีคอมมิวนิสต์เพื่อเข้ารบและรับการฝึกอาวุธ ทหารเหล่านี้เรียกเป็นทางการว่าทหารชาวเขาอาสาสมัครเขาค้อ คือ กองร้อย ชขส. 31 ซึ่ง จุดที่พักค่ายทหารในช่วงนั้นคือ ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน อาจจะถือได้ว่า กองร้อยทหารชาวเขาอาสาสมัครเป็นจุดกำเนิดของหมู่บ้านชาวม้งในปัจจุบันนี้ก็ เป็นได้
ชาวม้งดังกล่าวมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประเทศชาติในการต่อสู้ กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ การได้มาเป็นทหารอาสาของชาวม้งในเวลานั้นมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การสมัครใจของชาวม้ง มาด้วยคำสั่งของรัฐบาล และมาโดยถูกเลือกจากทหาร
เหตุผล ของการสมัครมาเป็นทหารอาสาชาวเขาในกองทัพไทยเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวลา นั้น วิเคราะห์จากการตอบคำถามและพูดคุยกับทหารและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมีดัง นี้
เพื่อเป็นการแสดงว่าชาวม้งมีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลไทย และมีความรักชาติไทย ชาวม้งได้สมัครเป็นทหารอาสาในกองทัพไทย อีกทั้งบริเวณพื้นที่ซ่องสุมของพรรคคอมมิวนิสต์มีลักษณะเป็นป่าเขา เป็นเหว เป็นถ้ำ ซึ่งเป็นการยากต่อการเข้าไปในพื้นที่ของทหารไทยที่ไม่คุ้นเคยกับลักษณะ ภูมิประเทศเช่นนี้ รัฐบาลจึงรับทหารอาสาชาวม้งซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ก่อนมา ช่วยและลาดตระเวนหาข่าวให้กับทหารไทย
ชาวม้งที่อพยพลงมาอาศัยอยู่กับคน พื้นราบ ไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศร้อน ชาวม้งไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้นเพื่อให้ชาวม้งมีที่อยู่ที่ถาวร มีที่ดินทำกินทำอาชีพเกษตรกรรม จึงสมัครมาเป็นทหารอาสาช่วยรบในเวลานั้น เมื่อสามารถสู้รบและแย่งพื้นที่ในบริเวณพื้นที่ชุมชนเข็กน้อยเป็นผลสำเร็จ แล้ว ทหารได้จัดตั้งค่ายพักทหารในบริเวณดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า กองร้อย ชขส.31 เพื่อเป็นสถานที่จัดเตรียมพื้นที่ด้านอาหาร ที่พัก และได้อนุญาตให้ชาวม้งไปรับครอบครัวมาอยู่ด้วยกันในพื้นที่ตั้งค่าย
ใน ช่วงก่อนจะเกิดการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทย นั้น ในพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ที่ชาวเขาได้มาทำไร่อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเกิดการสู้รบ จึงไม่มีใครกล้าจะเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เหล่านี้
จน กระทั่งทหารอนุญาตให้ทหารอาสาชาวม้งและครอบครัวอาศัยอยู่ที่นี่ อีกทั้งถนนเข้า-ออกหมู่บ้านมีถนนใหญ่ตัดผ่าน คือ เส้นทางหล่มสัก-พิษณุโลก ทำให้สะดวกและง่ายต่อการเข้ามาดูแลของรัฐบาลและทหาร ดังนั้นการเข้ามาตั้งค่ายพักทหารในบริเวณนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างชุมชนเข็กน้อย และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทหาร
ทุกวันนี้ หมู่บ้านเข็กน้อยกลายเป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไปแล้วต้องหยุด คนในหมู่บ้านก็จะมีจัดการแสดงจำลองวิถีชีวิตมาให้ดูที่โรงแสดงของหมู่บ้าน ส่วนผู้แสดงก็คือหนุ่มสาวชาวม้งในหมู่บ้านที่ฝึกกันขึ้นมานั่นเอง
เนื้อหา ของการร่ายรำที่นำมาแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต เช่น ก ารเกี่ยวข้าว การทำนา ความสวยงามอยู่ที่การชุดแต่งกายประจำเผ่า แต่ถ้าใครอยากได้บรรยากาศแบบของจริง ต้องมาร่วมงานที่เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวม้งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
การ มาดูเรื่องต่างวัฒนธรรมต่างประเพณีอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังคือ เรื่องของความคิด ต้องคิดแบบสีเขียวตามแนวคิดเขียว 7 อย่าง หรือ 7 Greens เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน หรืออาจใช้สูตรเที่ยวไทยหัวใจใหม่ สิ่งแวดล้อมสดใส เมืองไทยยั่งยืน ตามแนวคิดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามรณรงค์กันอยู่
การคิดแบบสีเขียวที่ว่าคือ การไม่มองว่าม้งคือของแปลก แต่ต้องดูว่าเขาก็เป็นมนุษยชาติเหมือนเรา เพียงแต่ความเป็นอยู่ ประเพณีวัฒนธรรมต่างจากเรา และน่าสนใจว่าต่างกันอย่างไร นี่คือความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ร่วมโลก
สิ่งสำคัญคือ ไม่มองว่าพวกเขาเป็นตัวตลก เป็นไม้ประดับ หรือเป็นคนที่มาอาศัยผืนแผ่นดินเราอยู่เท่านั้น
พระ พุทธองค์ตรัสว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สิ่งทั้งหมดสำเร็จได้ด้วยใจ ดังนั้นหากเราไปท่องเที่ยวด้วยความคิด ความรู้สึกที่เบิกบาน พร้อมรับในสิ่งที่แตกต่าง พร้อมแบ่งปันในสิ่งที่ตนมี เท่านี้ การท่องเที่ยวทริปนั้นก็ถือว่าเป็นการเติมพลังให้ชีวิตได้แล้ว
ด้วยเหตุ นี้ พวกเราชาวคณะจึงปิดท้ายด้วยการช็อปปิ้งของฝาก อันเป็นงานฝีมือของชาวม้ง เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนที่เราไปเยี่ยมเยือน ตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบไทยๆ และจากมาด้วยความสุขเช่นเคย
ข้อมูลจาก ไทยโพสต์
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ม้งความเชื่อไสยศาสตร์ ua neeb saib yaig
การรักษาโรคด้วยความเชื่อไสยศาสตร์ ม้งมี ความเชื่อว่าพิธีไสยศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและทำการ รักษาได้ผล เพราะความเจ็บป่วย ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผลมาจากการผิดผี ทำให้ผีเดือดดาลมาแก้แค้นลงโทษให้เจ็บป่วย จึงต้องใช้วิธีจัดการกับผีให้คนไข้หายจากโรค หากว่าคนทรงเจ้ารายงานว่าคนไข้ที่ล้มป่วยเพราะขวัญหนี ก็จะต้องทำพิธีเรียกขวัญกลับเข้าสู่ร่างของบุคคลนั้น แต่การที่จะเรียกขวัญกลับมานั้น จะต้องมีพิธีกรรมในการปฎิบัติมากมาย บางครั้งบางพิธีกรรมก็มีความยุ่งยากในการปฎิบัติ แต่ม้งก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเหล่านั้น ม้งเชื่อว่าการที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง โดยไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน นั่นคือความสุขอันยิ่งใหญ่ของม้ง ฉะนั้นม้งจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อเป็นการรักษาให้หาย จากโรคเหล่านั้น ซึ่งพิธีกรรมในการรักษาโรคของม้งนั้นมีอยู่หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็รักษาโรคแต่ละโรค แตกต่างกันออกไป การที่จะทำพิธีกรรมการรักษาได้นั้นต้องดูอาการของผู้ป่วยว่าอาการเป็นเช่นไร แล้วจึงจะเลือกวิธีการรักษาโดยวิธีใดถึงจะถูกต้อง
การอั๊วเน้งเป็นการรักษาอีกประเภทหนึ่งของม้ง การอั๊วเน้ง (การทำผีหรือลงผี ) การอั๊วเน้งนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ การอั๊วเน้งข่อยชั๊วะ การอั๊วเน้งเกร่ทั่ง การอั๊วเน้งไซใย่ ซึ่งการอั๊วเน้งแตกต่างกันออกไป การรักษาก็แตกต่างกันไปด้วย การจะอั๊วเน้งได้เมื่อมีคนในครอบครัวเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุเป็น การรักษาอีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นม้งมักจะนิยมอั๊วเน้งเพื่อการเรียก ขวัญที่หายไปหรือมีผีพาไปให้กลับคืนมาเท่านั้น ซึ่งม้งเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากขวัญที่อยู่ในตัวหายไป
เวลาอั๊วเน้งหรือทำผีนั้น คนที่เป็นพ่อหมอจะเริ่มไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วร่ายเวทมนต์คาถาต่าง ๆ พร้อมกับติดต่อ สื่อสารกับผีแล้วไปคลี่คลายเรื่องราวต่าง ๆ กับผี ถ้าคลี่คลายได้แล้วจะมีการฆ่าหมู แต่ก่อนจะฆ่าหมูนั้น จะต้องให้คนไข้ไปนั่งอยู่ข้างหลังพ่อหมอ แล้วผูกข้อมือ จากนั้นนำหมูมาไว้ข้างหลังคนไข้ แล้วพ่อหมอจะสั่งให้ฆ่าหมู การที่จะฆ่าหมูได้นั้นจะต้องมีคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อหมอ และสามารถฟังเรื่องราวของการอั๊วเน้งได้ รู้ว่าตอนนี้พ่อหมอต้องการอะไร หรือสั่งให้ทำอะไร เมื่อพ่อหมอสั่งลงมา คนที่เป็นตัวแทนต้องบอกกับคนในครอบครัว ให้ทำตามคำบอกกล่าวของพ่อหมอ เมื่อสั่งให้ห่าหมูก็ต้องนำหมูมาฆ่าแล้วจะนำกัวะมาจุมกับเลือดหมู พร้อมกับมาปะที่หลังคนไข้ แล้วพ่อ หมอจะเป่าเวทมนต์ให้ จากนั้นจะนำกัวะไปจุมเลือดหมู เพื่อไปเซ่นไหว้ที่ผนังที่เป็นที่รวมของของบูชาเหล่านั้น
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ซ่งจู่ยิง (Song Zuying)นักร้องชาวม้งที่โด่งดังไปทั่วโลก
ซ่งจู่ยิง (Song Zuying) 宋祖英ดอกไม้พงไพร ชูช่อสง่างามในวงการดนตรีจีนดอกไม้ ไม่ว่าจะบานชูช่อ ณ แห่งหนใด มันคงยังรักษาความงามของมันแต่ระหว่างดอกไม้ในสวนกับดอกไม้ในป่าดงพงไพรนั้น ถึงแม้ล้วนจะเป็นดอกไม้เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างระหว่างดอกไม้ทั้งสองคือ ดอกไม้ในป่าดงพงไพรเติบใหญ่ขึ้นตามความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ มีความแข็งแกร่งในท่ามกลางความอ่อนช้อยสวยงาม สำหรับดอกไม้ในสวนเติบใหญ่จากการดูแลของคน หรืออาจถึงขั้นเจือปนสิ่งแปลกปลอมเพื่อความงามที่อาจผิดแผกธรรมชาติ
ซ่งจู่ยิง 宋祖英นักร้องเสียงโซปราโน (Soprano) ชื่อนี้อาจไม่เป็นที่คุ้นหูสำหรับนักฟังเพลงทั่ว ๆ ไปนัก นอกจากคนที่ติดตามวงการศิลปะการแสดงและการขับร้องของจีนอย่างใกล้ชิด สำตัวผมเองก็ต้องยอมรับว่ารู้จัก โดยบังเอิญ อันเนื่องจากรับชมทีวีหูหนาน 河南(Hunan TV) ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา พอดีทางสถานีนำเอาเทปบันทึกการแสดงสดของซ่งจู่ยิงที่แสดงที่ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์(Sydney Opera House) ประเทศออสเตรเลีย อันเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีในความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศจีนกับประเทศออสเตรเลีย (ของไทยครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีนปีนี้เอง) การได้ชมการขับร้องเพลงของเธอแวบแรกต้องบอกว่า” โดนเต็มๆ”ด้วยน้ำเสียงที่ใส ๆ ซึ้ง ๆ เสียงสูงสามารถไต่ขึ้นได้อย่างราบรื่น อีกทั้งหน้าตาที่สวยแตกต่างจากสาวจีนแบบหมวย ๆ ทั่วไป เนื่องจากเธอเป็นชนเผ่าแม้ว
ซ่งจู่ยิงเหมือนกับดอกไม้ป่าช่องามที่เกิดในหมู่บ้านชาวแม้วที่หมู่บ้านเซียงซี 湘西 อำเภอกู่จ้าง 古丈县 มณฑลหูหนาน 河南省หมู่บ้านเซียงซีเป็นหมู่บ้านยากจนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ชีวิตในวัยเด็กของเธอจึงเรียบง่ายเหมือนชาวเขาทั่ว ๆ ไป เธอฝึกร้องเพลงตั้งแต่เด็กตามแม่ที่ร้องเพลงพื้นบ้านของชาวแม้ว โดยไม่ได้รับการฝึกฝนด้านการร้องเพลงที่ถูกต้องตามระบบจนเมื่อเธออายุ 15 แล้ว ประกายแววความสามารถของเธอเริ่มฉายเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เมื่ออาจารย์เถียน田老师 กับอาจารย์หลอ罗老师จากคณะการแสดงประจำอำเภอมารับสมัครนักร้องเข้าคณะ เธอได้รับการคัดเลือกจากผู้สมัครทั้งหมดยี่สิบกว่าคน เธอเข้าร่วมคณะได้สี่ปีก็สอบเข้า Chinese Nationality University ในคณะการขับร้องและเต้นรำ(Music and Dance Department) ในสาขาการขับร้องเพลงพื้นบ้าน (folkvocal) ในจุดนี้เองที่เธอได้รับการฝึกฝนด้านการขับร้องอย่างถูกต้องเป็นระบบ ภายใต้การดูแลของอาจารย์โจวเปิ่นชิ่ง 周本庆 ทำให้มาตรฐานการขับร้องของเธอสูงขึ้นมาก หลังจากนั้นเธอก็ออกล่ารางวัล เริ่มไต่จากการได้ที่ 1 ในระดับมลฑลจนถึงระดับประเทศ ปี 1989 เธอปรากฏตัวในสถานีโทรทัศน์ CCTV ครั้งแรก เนื่องในโอกาสรำลึกเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม五四运动 (เป็น เหตุการณ์เกิดในปี ค.ศ.1919 ที่เหล่าปัญญาชนและประชาชนผู้รักชาติลุกขึ้นมาต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นที่เข้ามารุกรานจีนพร้อมกับทำสนธิสัญญาที่เอาเปรียบคนจีน ขณะเดียวกันก็ต้องการโค่นล้มระบอบการปกครองที่เน่าเฟะของรัฐบาลจีนในสมัยนั้น)
ในปี 1991 เธอได้ปรากฏตัวทาง CCTV อีกครั้งเนื่องในโอกาสวันตรุษจีน ซึ่งในขณะนั้นเธอได้จบการศึกษาจาก Chinese Nationality University และ ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์จินเถ่หลิน 金铁林 เพื่อยกระดับความสา-มารถขึ้นอีกระดับ การปรากฏตัวใน CCTV คราวนี้ ทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล (CCTV เป็นเครือข่ายโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนที่ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมสามารถรับชมได้ทั่วโลก) จากจุดนี้เองซ่งจู่ยิงจึงเป็นนักร้องที่ทาง CCTV ขาดไม่ได้ในการออกอากาศในเทศกาลตรุษจีนในปีต่อ ๆ มาการเดินทางสู่อนาคตของซ่งจู่ยิงไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านยากจนทั่วๆไปเธอเสียคุณพ่อเมื่อยังเด็ก เนื่องจากความยากจนที่ไม่มีเงินรักษาคุณพ่อที่ป่วยเป็นวัณโรค สำหรับน้องชายเองก็เป็นใบ้เนื่องจากกินยาผิด เมื่อเธอจบการศึกษาแล้ว เธอก็เข้ารับราชการในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน โดยสังกัดกองทัพเรือ ซึ่งคงเป็นวิถีของคนจนทั่ว ๆ ไปที่ยึดอาชีพข้าราชการเพื่อความมั่นคงไว้ก่อน ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนในวัยประมาณ 40 หรือรุ่นที่เกิด ในยุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรม 文化大革命 ในช่วงที่ประเทศจีนยังไม่เปิดประเทศมักเดินตามแนวนี้ (เพื่อนชาวปักกิ่งผมเองก็เหมือนกัน รับราชการในหน่วยงานการค้าของรัฐ มีอยู่ช่วงหนึ่งมาประจำที่กรุงเทพฯเพื่อวิ่งเต้นประมูลขายกระดาษห่อบุหรี่ให้กับโรงงานยาสูบ เพื่อนมักจะบ่นเสมอว่าเงินเดือนไม่กี่ตังค์ สู้ภรรยาเขาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวไม่ได้ แต่ที่ยังทนรับราชการเนื่องจากต้องการให้คนใดคนหนึ่งมั่นคงไว้ก่อน) แต่การรับราชการของเธอคงไม่ใช่แค่ยึดเป็นอาชีพเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แต่เธอสามารถเป็นถึงตัวแทนของสภาประชาชนจีน (Representative of the National People Congress) ประจำมณฑลหูหนาน
สำหรับเสน่ห์ของซ่งจู่ยิงนั้น นอกจากน้ำเสียงที่ใส ไพเราะแล้ว หน้าตาและกิริยาที่อ่อนช้อยอ่อนโยนที่ดูจะแตกต่างจากสาวจีนทั่ว ๆ ไป การวางตัวและใช้ชีวิตที่เพียบพร้อมไปตัวคุณสมบัติของกุลสตรี ครั้งแรกที่ได้เห็นเธอนั้น ทำให้ผมนึกถึงอดีตนักร้องสาวไทยคนหนึ่งในวงโฟล์คซองคำเมืองของคุณจรัล มโนเพชร นั่นคือคุณสุนทรี เวชานนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่คล้าย ๆ กันคือความสวย กิริยาที่อ่อนโยน น้ำเสียงที่ใส ไพเราะ ที่สำคัญคือ คนเผ่าแม้วกับคนล้านนา หน้าตาผิวพรรณดูช่างเหมือนคนบ้านเดียวกัน
ซ่งจู่ยิง (Song Zuying) 宋祖英ดอกไม้พงไพร ชูช่อสง่างามในวงการดนตรีจีน-3การไปแสดงคอนเสิร์ตที่ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ ประเทศออสเตรเลียถือเป็นการแสดงเดี่ยวในต่างประเทศครั้งแรกของเธอ และเป็นศิลปินชาวเอเชียคนแรกที่ได้มาแสดง ณสถานที่แห่งนี้ แต่ดูเธอจะมีความมั่นใจและสามารถเข้ากันได้อย่างดีกับเพื่อนร่วมทำงานอย่างคณะคอรัส(Chorus) ที่มีทั้งชาวออสซี่ฝรั่งและเชื้อสายคนเอเชียร่วมสองร้อยชีวิตนักดนตรีในวงซิมโฟนีที่แบคอัพให้ ตลอดการแสดงเธอสามารถตรึงสมาธิของทุกคนอย่างกับต้องมนต์สะกด การแสดงครั้งนี้ใช้ชื่องานว่า“วันดีชื่นสุข” 好日子 หรือ Good Days อำนวยเพลงโดย อยู๋หลง 瑜隆 (Yu Long) การแสดงเริ่มต้นด้วย
เพลงที่ 1 茉莉花 Jasmine Flower หรือ ดอกมะลิ เป็นเพลงพื้นบ้านของ เจียงซู 江苏(Jiang Xu) เธอปรากฏตัวในชุดขาวสะอาดราวกับดอกมะลิหลังจากวงซิมโฟนีขึ้นอินโทร เพลงนี้เหมือนกับอุ่นเครื่องเรียกน้ำย่อย เป็นเพลงจังหวะเรียบ ๆ ฟังสบาย
เพลงที่ 2 辣妹子 Spice Girl หรือแม่สาวเผ็ดร้อน บทเพลงพื้นบ้านของหู-หนาน 湖南(Hunan)จังหวะในเพลงนี้เผ็ดสมชื่อ เป็นจังหวะเร็ว สนุกสนานดูจากสีหน้าท่าทางของทั้งคนร้อง คนสีไวโอลิน รวมทั้งผู้อำนวยเพลงต่างก็โยกตัวตามจังหวะเพลง
เพลงที่ 3 小背篓 Little Back-basket หรือตะกร้าน้อยบนหลัง เป็นเพลงที่ซ่งจู่ยิงร้องรำลึกถึงบ้านเกิด และชีวิตในวัยเด็กที่คุณแม่เธอจับเธอใส่ตะกร้ากระเต็งไว้บนหลังเวลาออกไปทำงานในสวน และเนื่องจากการทำงานในสวนทั้งวัน บ่อยครั้งที่หนูซ่งหลับปุ๋ยในตะกร้าบนหลัง และหลายครั้งก็ปัสสาวะรดหลังคุณแม่ แต่คุณแม่ก็เหลียวหลังมองหน้าลูกน้อยพร้อมส่งยิ้มอย่างอบอุ่น ซึ่งรอยยิ้มแม่ยังตราตรึงในหัวใจของซ่งจู่ยิงจนทุกวันนี้เพลงนี้ฟังแล้วต้องอมยิ้มในความน่ารักและอบอุ่น
เพลงที่ 4 海风阵阵愁煞人, 珊湖颂 Sea Breeze Makes Me Sadเพลงนี้ฉีกจากบทเพลงอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเป็นพื้นบ้าน แต่เพลงนี้เป็นเพลงสมัยใหม่ที่แต่งขึ้นช่วงปฏิวัติ เพลงได้บรรยายถึงความทุกข์ยากของชาว-บ้านในสมัยสังคมเก่าก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง การร้องที่เศร้าสร้อยซึ่งแสดงออกทั้งทางน้ำเสียงและสีหน้า ทำให้อารมณ์ผู้เช้าชมถึงตราตรึงอยู่ในความสงบ เพลงนี้ซ่งจู่ยิงสามารถแสดงถึงพลังเสียงอันหนักแน่น แต่ยังคงความใสในขณะที่ไต่เสียงสูงขึ้นแบบสุด ๆ ทำให้ผู้ชมต้องปรบมือถึงสองครั้งสองครา
เพลงที่ 6 今日苗山歌最多 So many songs today on the MiaoPeople’s Land หรือมี่บทเพลงมากมายในแผ่นดินชาวแม้ว เพลงนี้ซ่งจู่ยิงมาในชุดของชนเผ่าแม้วอันสวยงาม เพลงนี้เป็นเพลงจังหวะสนุกบรรยายถึงแผ่นดินของชาวชนเผ่าแม้วที่อยู่อย่างมีความสุข เต็มไปด้วยเสียงเพลงและน่าจะสะท้อนชีวิตของซ่งจู่ยิงเอง จากบทเพลงที่ร้องว่าชาวแม้วชอบร้องเพลง ภูผาคือบทเพลง และบทเพลงคือภูผา แสดงให้เห็นถึงทุกหนทุกแห่งของแผ่นดินชาวแม้วล้วนเต็มไปด้วยเสียงเพลง
เพลงที่ 14 爱我中华 Love my Chinaห รือรักประเทศจีนของฉัน เป็นเพลงก่อนจบการแสดง เพลงที่มีจังวหะหนักแน่น มีพลัง เสียงคณะนักร้องคอรัสสองร้อยชีวิต ร้องประสานเสียงเป็นแบ็กกราวเสริมพลังมากยิ่งขึ้นต้องยอมรับว่าทำให้เลือดลมรักชาติสูบฉีดพุ่งแรงในร่างกายของทุกคนที่มีสายเลือดมังกรเจือปน
เพลงที่ 15 Still call Australia Home เป็นการนำเพลงพื้นบ้านของออส-เตรเลียมาร้อง และเป็นเพลงเดียวในงานที่เธอร้องเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนต้องเป็นที่ชื่นชอบถูกอกถูกใจของชาวออสซี่ เพราะทุกคนในฮอลล์ต่างปรบมือไปตามจังหวะเพลงจนจบ
เมื่อจบการแสดงแล้ว ผู้ชมต่างลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างกึกก้องและยาวนานซึ่งเป็นวัฒนธรรมในการชมการแสดงของชาวตะวันตกที่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้แสดง จนม่านเวทีได้ปิดฉากลง ถึงแม้ม่านบนเวทีการแสดงจะปิดฉากลงแล้วก็ตาม แต่ม่านในดวงใจของทุกคนที่รับชมกลับเปิดฉากขึ้นต้อนรับซ่งจู่ยิง ดอกไม้ป่าช่องามไว้ในดวงในตลอดไป
บทความจาก
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
บทความประทับใจ แม่ค้าม้งข้ามพรมแดน
เเม่ค้าม้งข้ามพรมแดน วิถีชีวิตของผู้คนตามรอยต่อชายแดน ของไทย ลาว และเวียดนาม ไม่เพียงมีลักษณะแตกต่างจากวิถีชีวิตคนเมืองในด้านวัตถุธรรมเท่านั้น หากยังมีเสน่ห์และแง่มุมหลากหลายที่ชวนให้คิด ประทับใจ และทำความรู้จัก โสภิดา วีรกุลเทวัญ ย้อนรอยประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยพาไปสัมผัสเรื่องราวเหล่านี้ราวกับเหตุการณ์จริงๆ กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้า ยามเช้าวันหนึ่งของปลายฤดูฝน ณ โรงเตี๊ยมแห่งเดียวในเมืองใหม่ แขวงพงสาลี เมืองชายแดนลาวทางตอนเหนือ รอยต่อกับชายแดนเวียดนามในแถบเมืองเดียนเบียนฟู ผู้หญิงสามคนต่างวัยกำลังล้อมวงอาหารเช้า เมื่อเหลือบไปดูจึงเห็นข้าวสวยร้อนๆ และแกงผักกาดเขียว อดแปลกใจตามประสาผู้ได้กินและเห็นแต่ข้าวเหนียวมาตลอดการเดินทางหลายวันในประเทศลาว “เราเอาข้าวมาหุงเอง ไม่ชอบกินข้าวเหนียว” เป็นคำตอบจากหนึ่งในสามของวง นางผู้ตอบคือหญิงวัยกลางคนที่ยากจะระบุอายุอานามที่แท้จริง นางมีวงหน้าเหี่ยวย่นไปตามวัยแต่ดูสดใส ร่าเริง ยิ่งในยามแย้มยิ้มแลเห็นฟันเคลือบทองสลับกันหลายซี่ ยิ่งดูเป็นมิตร ขณะที่อีกนางหนึ่งกลับดูเงียบเฉยและไม่อยากสบตาคนแปลกหน้า ส่วนหญิงที่ดูมีอายุอ่อนวัยที่สุดในกลุ่ม มีดวงหน้าเกลี้ยงเกลา ยามส่งยิ้มเผยให้เห็นฟันเรียบขาวและเหงือกอมชมพู แม้จะไม่บ่อยครั้งนักแต่ก็ได้ช่วยผ่อนคลายความเคร่งขรึมบนใบหน้าให้กลายเป็นความสดใส เมื่อพูดคุยกันตามประสาคนผ่านทาง จึงได้รู้ว่า เราต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ กำลังรอขึ้นรถโดยสารออกจากเมืองใหม่ โดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคืออีก 42 หลัก หรือกิโลเมตรข้างหน้า ได้แก่ เมืองขวา ริมฝั่งน้ำอู อีกหลายชั่วโมงนักกว่ารถโดยสารจะออกจากท่า โอกาสในการรู้จักกันจึงมีไม่น้อย นางผู้สูงวัยที่สุดในกลุ่ม เป็นมารดาของผู้อ่อนเยาว์ ส่วนอีกนางหนึ่งไม่ได้รับการระบุความสัมพันธ์จากทั้งคู่ชัดเจนนัก อาจเป็นเพื่อนบ้านหรืออาจเป็นญาติ แต่นั่นไม่ได้เป็นเรื่องน่าสนใจเท่ากับว่า หญิงทั้งสามเดินทางมาถึงเมืองใหม่เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา และเข้าพักยังโรงเตี๊ยมแห่งเดียวกัน นางทั้งสามมักจะใช้โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นที่พักค้างคืนอย่างน้อยที่สุดหนึ่งคืนอยู่เป็นประจำทุกเดือน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? “เมื่อคืนเรามาจากเวียด” เป็นคำตอบสั้นๆ ที่ยั่วเย้าให้เกิดการซักถามต่อ “ไปค้าขายหรือไปเยี่ยมพี่น้อง” คนแปลกหน้าถาม จากนั้นเรื่องราวจึงค่อยๆ ปะติดปะต่อได้ความว่า นางทั้งสามเดินทางไปค้าขายที่เมืองเดียนเบียนฟู และกลับมาค้างคืนยังโรงเตี๊ยมแห่งนี้เพื่อต่อไปยังเมืองขวา จากนั้นจึงนั่งรถโดยสารไปยังเมืองไทรในแขวงอุดมไทร เส้นทางการเดินทางของนางเกิดขึ้นเป็นประจำเช่นนี้ในแต่ละเดือน แม้ว่าการแต่งกายจะไม่ได้สะท้อนความเป็นชาติพันธุ์ใดๆ ดังจะเห็นได้จากหญิงสาวผู้อ่อนวัยที่สุดสวมกางเกงยืดลายดอกเล็กทันสมัยและเสื้อไหมพรมแขนยาวสีเขียว ส่วนอีกสองนางสวมผ้าซิ่นและเสื้อแขนยาวมีกระเป๋าสองข้าง เหมือนหญิงชาวบ้านวัยกลางคนตามชนบทของไทย แต่ข้าวสวยร้อนๆ และการเปล่งเสียงพูดด้วยเสียงสั้นๆ ที่ไม่มีตัวสะกดประกอบกับรูปพรรณสัณฐานของดวงหน้าที่มีความเฉพาะ ทำให้อดเดาไม่ได้ว่า ช่างมีน้ำเสียงใกล้เคียงกับชาวม้งในเมืองไทยที่เราได้มีโอกาสพบเห็น เมื่อถามพวกนางว่าเป็นชาวอะไร ได้รับคำตอบว่า “เราเป็นลาวสูง บ้านอยู่อุดมไทร” ม้งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการลาวใช้คำเรียกรวมๆ ว่า 'ลาวสูง' เช่นเดียวกับชาว 'อาข่า' และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง หญิงชาวม้งทั้งสามเดินทางข้ามพรมแดนไปค้าขายถึงเมืองเดียนเบียนฟูในเวียดนาม และดูเหมือนเรื่องราวยิ่งน่าสนุกยิ่งขึ้น เมื่อหญิงผู้อ่อนวัยในกลุ่มบอกเล่าถึงเส้นทางการค้าที่ยาวไกลออกไป ไม่เฉพาะลาวและเวียดนามเท่านั้น แต่เลยมาถึงประเทศไทย ในรอบหนึ่งเดือน นางจะเดินทางไปยังอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยนั่งรถจากเมืองอุดมไทร-บ้านที่พำนักอยู่ไปลงรถที่ปากแบง และจากนั้นจึงต่อเรือเร็ว เพื่อเดินทางไปซื้อ ‘เครื่องนุ่ง’ ทั้งหลายจากตลาดนัดในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตลาดนัดประจำเมืองเชียงของ จะมีในทุกวันศุกร์ และเครื่องนุ่งจากไทยจะถูกนำกลับไปยังบ้านของนางที่เมืองอุดมไทร เมื่อหยุดพักทำกิจธุระต่างๆ ที่บ้านในเมืองอุดมไทรแล้ว จากนั้นนางและแม่ และสมาชิกร่วมทาง จึงออกเดินทางพร้อมสินค้าที่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องนุ่งของไทย เดินทางจากอุดมไทรมายังเมืองขวาในแขวงพงสาลี ระยะทางราว 100 กิโลเมตร เมืองขวา จะเป็นจุดที่รอรถโดยสารสำหรับเดินทางไปยังเวียดนาม เพื่อนำเครื่องนุ่งของไทยไปค้าขายยังเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกกว่า 100 กิโลเมตร แม่ค้าชาวม้งเล่าว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ชายแดนเวียดนาม อนุญาตให้คนลาวเข้าไปพำนักอยู่ราว 7 วัน ขณะที่การเดินทางข้ามพรมแดนมาฝั่งไทย เป็นการเดินทางด้วยเส้นทางที่พวกเขาคุ้นเคย มากกว่าเป็นการข้ามพรมแดนตามจุดกำหนดควบคุมการเดินทางเข้าออกของผู้คนที่รัฐชาติไทยกำหนดไว้ แต่กระนั้นการมาซื้อเครื่องนุ่งในฝั่งไทย มักเป็นการเดินทางมาแบบเช้าเย็นกลับมากกว่ามานอนค้างคืน ช่วงเวลาที่คนแปลกหน้ากับหญิงชาวม้งทั้งสามได้มีโอกาสรู้จักกัน ณ โรงเตี๊ยมในเมืองใหม่ คือเส้นทางขากลับหลังจากที่พวกนางนำเครื่องนุ่งจากไทยไปค้าในเวียดนามนั่นเอง คำถามซอกแซกผุดขึ้นในใจ เมื่อแลเห็นนางทั้งสาม ทยอยแบกกระสอบใบโตขนาด 2 เท่าของตัวขึ้นหลัง เดินจากโรงเตี๊ยมไปวางในรถโดยสาร 6 ล้อ นางสามคนมีกระสอบถึง 4 ใบ แต่ละใบอัดแน่นไปด้วยสิ่งของ ในฐานะคนแปลกหน้าต่อกัน การรุกรานด้วยคำถามจึงถูกชะลอลงไปบ้าง รอให้โอกาสมาถึง คงได้ไขปริศนาที่คาใจ การเดินทางโดยรถประจำทาง ทำให้ได้มีโอกาสสัมผัสผู้คนและกิจกรรมในระดับชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างแท้จริง หญิงม้งผู้เป็นแม่ซื้อไก่เป็นๆ ซึ่งยืนนิ่ง งงงวย อยู่ในตะกร้าสานหยาบๆ จำนวน 6 ตัว “ซื้อกลับไปเลี้ยงที่บ้าน” นางอธิบายเพิ่มเติมหลังจากยื่นตะกร้าไก่ส่งให้คนขับรถนำไปวางไว้บนหลังคารถโดยสาร ขณะที่บริเวณหลังรถยังมีหมูน้อยนอนทำตาอ้อยสร้อยในตะกร้าแบบเดียวกันอีกหนึ่งตัว สงสัยยังไม่ทันไร เจ้าของหมูก็มาแสดงตัว เธอเป็นหญิงชาวเมืองใหม่มาส่งลูกสาวอายุ 14 ปี ขึ้นรถโดยสารไปเรียนหนังสือที่เมืองขวา เด็กสาวไปพำนักกับญาติพี่น้องต่างเมือง ผู้เป็นแม่จึงนำข้าวสารหนึ่งกระสอบพร้อมหมูน้อยหนึ่งตัวให้ลูกสาวติดตัวไป เมื่อแม่หมูอายุ 1 ปี จะเกิดลูกหมูอีกหลายตัว และลูกหมูสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อมาร่วมแบ่งเบาภาระค่ากินอยู่ของญาติพี่น้องตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่างที่ลูกสาวไปพำนักด้วย ช่างน่าตื่นเต้นกับรายละเอียดของวิธีคิดที่รอบด้านและถ้อยทีถ้อยอาศัยในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เรื่องราวเช่นนี้อาจดูแปลกใหม่สำหรับชาวเมือง แต่สำหรับแม่หญิงชาวม้ง นางหันมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาวม้งก็ทำแบบเดียวกันนี้ยามเมื่อส่งลูกหลานไปอยู่กับญาติพี่น้องต่างเมือง ใกล้เวลา 9 นาฬิกาเศษ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ขึ้นไปนั่งบนรถเตรียมตัวเดินทาง หญิงชาวม้งผู้เป็นแม่ บิดกล้วยน้ำว้ายื่นให้คนแปลกหน้าหนึ่งผล ไม่เพียงเท่านั้น นางยังบิดกล้วยออกจากหวีแจกเพื่อนร่วมทางที่นั่งข้างๆ อีก 4-5 คน พร้อมส่งรอยยิ้มแลเห็นฟันทองคำงามอร่าม นับเป็นการแสดงน้ำใจที่น่ารักยิ่ง รถโดยสาร 6 ล้อ บนเส้นทางลูกรัง แม้ปลายทางจะอยู่ห่างไปเพียงแค่ 42 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ระยะเวลาบนรถกลับยาวนานยิ่ง นักเดินทางผู้มีประสบการณ์ในประเทศลาวเปรยให้ฟังว่า คำถามสำคัญที่ยากจะได้รับคำตอบในการเดินทางในประเทศนี้คือ "กี่โมงจะถึง?" เป็นคำถามที่มีโอกาสได้คำตอบชัดเจนแน่นอนได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา หรือเรื่องอายุ ดังเช่นที่คนต่างถิ่นคนหนึ่งถามถึงอายุของหญิงชาวม้งผู้เป็นแม่ นางตอบทันทีพร้อมรอยยิ้มว่า “ไม่รู้ 60 หรือ 70 ปีมั้ง” ฉันอดขำไม่ได้เมื่อชายชาวลาวคนหนึ่งที่เป็นคนแปลกหน้าไม่ต่างอะไรกับผู้ถามสวนขึ้นมาทันทีว่า "ไม่ถึงหรอก คงอายุ 50 กว่า” ความชัดเจน แน่นอนในเรื่องอายุ เวลา หรือในอีกหลายเรื่อง อาจเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวิถีชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่ง แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้สลักสำคัญมากนัก แล้วสิ่งที่ไม่แน่นอนก็เกิดขึ้นให้ประจักษ์ตรงหน้า เมื่อรถโดยสาร 6 ล้อ ทำท่าไม่สามารถขยับไปได้เสียเฉยๆ หลังจากมีเสียงเครื่องยนต์ครืดคราดอยู่สองหน เหลือระยะทางอีกไม่ไกลนักใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง แม้จะไม่ไกลแต่ก็ไกลเกินกว่าจะแบกสัมภาระของผู้โดยสารแต่ละคนเดินทางต่อไป ไม่มีเสียงบ่นใดๆ จากผู้โดยสารในรถแม้แต่คนเดียว ทุกคนปฏิบัติตนราวกับเป็นความปกติอื่น ๆ ของชีวิต เมื่อรถจอดดับเครื่องยนต์นิ่งสนิท คนขับรถและชายหนุ่มบางคนช่วยกันยกหัวรถด้านหน้าขึ้น และก้มลงไปซ่อมเครื่องใต้ท้องรถ “จะซ่อมได้ไหม และถ้าซ่อมได้นานแค่ไหนกว่าจะเสร็จ ?, มีรถโดยสารคันอื่นผ่านมาหรือเปล่า ฯลฯ” ไม่มีใครทำท่ากระตือรือร้นจะสืบค้นหาคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น ดูราวกับว่าหากใครเผลอถาม ช่างเป็นการแสดงความฉลาดน้อยสิ้นดี เราทุกคนต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และเรียนรู้คุณค่าแห่งการรอคอยระหว่างที่รถโดยสารกำลังได้รับการซ่อมแซม แม่ค้าชาวม้งนางหนึ่งเปิดกระสอบและหยิบเครื่องนุ่งหลายชิ้นที่ยังไม่แห้งสนิทออกมาตากที่รั้วไม้ริมถนน ผู้โดยสารรายอื่นๆ เปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งบนเบาะเป็นการลงไปนั่งบนกระสอบที่วางอยู่ในรถ ทำให้ได้เอนหลังสบายกายขึ้นและสนทนาจิปาถะกับเพื่อนร่วมทางรายอื่นๆ ผู้โดยสารจากเมืองไทยเริ่มหาโอกาสพูดคุยกับหญิงชาวม้งผู้เป็นแม่อีกครั้ง เป็นคำถามเดิมที่คาใจ ‘สินค้าชนิดใดหนอที่พวกนางนำกลับมาจากเวียดนาม’ “อะไรอยู่ในกระสอบใบโตเหล่านี้” และแล้วใครคนหนึ่งก็ช่วยคลี่คลายด้วยการชิงถามประโยคนี้ขึ้น หญิงม้งผู้เป็นแม่อาจรู้สึกว่า ยากเกินกว่าที่จะตอบกระมัง นางจึงจัดการแกะเชือกที่พันกระสอบออกทีละปม ทีละปม เมื่อกระสอบถูกเปิดออกเผยให้เห็นสิ่งของที่อยู่ด้านใน ในกระสอบอัดแน่นไปด้วยผ้าปักหลากสีนับไม่ถ้วน ชาวม้งเรียกผ้าปักเหล่านี้ว่า 'บั๋นเด๋า' ‘บั๋น’ หมายถึง ดอกไม้ ‘เด๋า’ หมายถึง ผ้า ภายในกระสอบมีบั๋นเด๋าที่ใช้สำหรับพันเอวจำนวนมาก บางชิ้นดูเก่าเหลือหลาย บางชิ้นยังดูใหม่เอี่ยม แต่ละผืนสีสันหลากตา ผ้าพันเอวเหล่านี้ถูกพันด้วยผ้าเป็นมัดๆ ละ 10 ผืน มีหลายสิบมัด ด้านล่างของกระสอบยังมีกระโปรงม้งอัดพลีทรอบตัว นักเดินทางที่เป็นเหล่าปีศาจผ้าตาลุกวาว การชอปปิงบนรถโดยสารระหว่างรอการซ่อมแซมรถจึงเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ นับเป็นการฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี ระหว่างนั้นใครบางคนรำพึงอย่างเดียงสาว่า “โถ..ม้งหลายร้อยคนคงต้องสูญเสียผ้าพันเอวมาอยู่กระสอบฟางใบนี้เอง” ชาวม้งแต่ละคนจะมีผ้าพันเอวคนละหลายผืน แม่หญิงชาวม้งไขข้อกังขา ผ้าพันเอวตลอดจนผ้าเก่าของชาวม้งที่เวียดนาม คือสินค้าที่แม่ค้าชาวม้งจากลาวไปรับซื้อจากเครือข่ายพี่น้องม้งในเวียดนาม เพื่อนำมาส่งขายต่อให้กับชาวม้งที่ทำงานหัตถกรรมในเมืองหลวงพระบางและฝั่งไทย การซื้อขายผ้าปักของชาวม้ง กระทำผ่านการนำเครื่องนุ่งจากไทยไปแลก แม่หญิงชาวม้งเล่าว่า เสื้อผ้าที่พวกนางเดินทางไปซื้อที่ตลาดนัดอำเภอเชียงของจะถูกนำมาแลกกับผ้าปัก ผ้าพันเอว ตลอดจนเสื้อผ้าเก่าของชาวม้งในเวียดนาม ผ้าเก่าของม้งที่บรรจุในกระสอบจะถูกนำไปแยก หากผืนใดที่เปรอะเปื้อนเพราะผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก จะได้รับการทำความสะอาด ก่อนส่งต่อไปยังชาวลาวสูงหรือชาวม้งยังเมืองหลวงพระบาง และถ้าหากมีเหลือหรือมีออเดอร์จากม้งในฝั่งไทย ผ้าเก่าเหล่านี้ก็จะถูกนำไปส่งยังชาวม้งในฝั่งไทยเช่นกัน ใครที่เคยมีโอกาสไปเมืองหลวงพระบาง คงจะได้เห็นเครื่องนุ่ง กระเป๋าและสิ่งของอีกหลายชนิดที่เป็นฝีมือชาวม้ง วัตถุดิบที่เป็นผ้าปักชาวม้งจำนวนไม่น้อยเหล่านี้เดินทางมาไกลจากเวียดนามทีเดียว แม้การชอปปิงของเหล่าปีศาจผ้าจะกินเวลานานเกือบชั่วโมงกว่าจะสิ้นสุดลง โดยแม่หญิงชาวม้งมอบของที่ระลึกเป็นผ้าปักชิ้นเล็กให้แก่เพื่อนร่วมทาง แต่รถ 6 ล้อคันโตก็ยังไม่มีวี่แววจะซ่อมเสร็จ หลังการค้าขายบนรถโดยสาร แม่ค้าชาวม้งคว้าผ้าปักผืนเล็กพร้อมเข็มและด้ายไปหามุมสงบของตนและตั้งหน้าตั้งตาปักผ้าตรงหน้าต่อไป อิริยาบถเช่นนี้สามารถพบเห็นเป็นประจำจากหญิงชาวม้งในพื้นที่ต่างๆ ช่างเป็นการใช้เวลาในการรอคอยอย่างคุ้มค่ายิ่ง อีกราว 2 ชั่วโมง รถโดยสารคันโตจากเดียนเบียนฟูวิ่งผ่านไป ทั้งผู้โดยสารและสัมภาระอัดแน่นเกินกว่าจะมีที่เหลือสำหรับผู้โดยสารอื่นใดอีก หญิงชาวม้งหันมาบอกว่า ยังมีกระสอบผ้าของนางอยู่บนรถคันนั้น เพราะเกินกำลังกว่าจะแบกมาด้วยตนเองได้ นางจึงต้องเดินทางไปให้ถึงเมืองขวาเพื่อรอรับสัมภาระดังกล่าว ในที่สุด การรอคอยได้สิ้นสุดลง เมื่อชายฉกรรจ์ปิดหัวรถ 6 ล้อลงให้อยู่กับที่กับทางดังเดิม เสียงสตาร์ทรถดังขึ้นอีกครั้ง การเดินทางจึงดำเนินต่อไป ใช้เวลาอีกไม่นานนัก เราทุกคนต่างมาถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพ ณ จุดปลายทาง ทุกฝ่ายต่างเร่งรีบชดเชยเวลาที่สูญเสียเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายถัดไป โอกาสล่ำลากันแทบไม่มี เหลือไว้แต่ความทรงจำและคำถามที่ค้างคาใจรอวันได้ไขปริศนาอีกมากมาย. กรุงเทพธุรกิจ 12 พฤษภาคม 2548 ที่มา : โสภิดา วีรกุลเทวัญhttp://www.statelessperson.com/www/?q=node/429
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ร่วมกันจัดพิธีฝังศพนายพลวัง เปา
ลอสแอนเจลิส-กระทรวงกลาโหมและกองทัพสหรัฐฯ ร่วมกับสถาบันทหารผ่านศึกลาวในอเมริกา (LVAI) ร่วมกันจัดพิธีฝังศพนายพลวัง เปา อดีตผู้นำกองกำลังชาวม้งลาวที่ช่วยเหลือกองทัพสหรัฐฯ ต่อสู้ในสงครามเวียดนาม ที่สุสานทหารผ่านศึกแห่งชาติในเมืองอาร์ลิงตันของสหรัฐฯ เมื่อ 13 พ.ค. เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ กับชาวม้งลาวอพยพ หลังนายพลเสียชีวิตเมื่อ 6 ม.ค.ต้นปีที่ผ่านมา
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
สาวม้งเมืองน่าน คว้าตำแหน่งธิดาชาวไทยภูเขาในพญาผึ้งเกมส์ ครั้งที่ 23 ที่ จ.ราชบุรี
นางภัทราภรณ์ บรรเทาทุกข์ วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เปิดเผยถึงผลการประกวดธิดาชาวไทยภูเขา ในโครงการถนนสายวัฒนธรรม ซึ่งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จัดบูรณาการร่วมกับการจัดการแข่งขันกีฬาชาวไทยภูเขาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 ประจำปี 2554 “พญาผึ้งเกมส์” ระหว่างวันที่ 6-10 พฤษภาคม 2554 ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดราชบุรี โดยปรากฏผลดังนี้รางวัลธิดาชาวไทยภูเขา ประจำปี 2554 ได้แก่ นางสาวภัทราวดี แซ่ม้า ชาวเขาเผ่าม้ง จ.น่าน รับถ้วยรางวัล พร้อมสายสะพาย และเงินสด 10,000 บาท
รางวัลรองอันดับ 1 ธิดาชาวไทยภูเขา ประจำปี 2554 ได้แก่ นางสาวภารณี เจริญทิพยวงศ์ ชาวเขาเผ่าปกากะญอ จ.เชียงใหม่ รับรางวัลสายสะพาย และเงินสด 7,000 บาท
รางวัลรองอันดับ 2 ธิดาชาวไทยภูเขา ประจำปี 2554 ได้แก่ นางสาวสุภาพร แซ่เติ่น ชาวเขาเผ่าเย้า จ.กำแพงเพชร รับรางวัลสายสะพาย และเงินสด 5,000 บาท
รางวัลขวัญใจสื่อมวลชน ได้แก่ นางสาวรัชนี ปัจจะคีรี ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง จ.ลำพูน รับรางวัลสายสะพาย พร้อมเงินสด 5,000 บาท
รางวัลแต่งกายสวยงาม และ รางวัลขวัญใจมหาชน ได้แก่ นางสาวสุภาพร แซ่เติ่น ชาวเขาเผ่าเย้า จ.กำแพงเพชร รับถ้วยรางวัล พร้อมสายสะพาย และเงินสดรวม 10,000 บาท
ทั้งนี้ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.ราชบุรี F.M. 101.75 MHz. และ A.M. 1593 KHz.เป็นแม่ข่ายในการถ่ายทอดเสียงพิธีปิดการแข่งขันฯ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 16.00 – 19.00 น. ด้วย
ดูข้อมูลพญาผึ้งเกมส์ได้ตามลิงค์นี้
http://122.154.90.42/wp/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

