วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Hmong American New Year Pageant 2012

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ชาวม้งบริจาคผลผลิตไร่สวนช่วยน้ำท่วม

ชุมชนชาวม้ง 10 หมู่บ้านเมืองพิษณุโลกบริจาคผลผลิตจากไร่สวนส่งช่วยน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล

ชาวชุมชนชาวม้ง 10 หมู่บ้าน ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เช่น ข้าวสาร ฝักทอง บวบ ฟัก และพืชผักอื่นๆที่สามารถเก็บจากไร่สวน มาบริจาคผ่าน นายปรีชา เรืองจัน ผวจ.พิษณุโลก เพื่อส่งไปช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยสิ่งของที่เป็นน้ำใจจากชาวไทยภูเขาเผ่าม้งจะถูกส่งลำเลียงโดยทางเครื่องบินถึงกรุงเทพมหานครในวันที่ 5 พ.ย.นี้

นายชูศักดิ์ ทรงเจริญวงศ์ ประธานเครือข่ายชุมชนม้งพิษณุโลก กล่าวว่า ทุกปีในช่วงฤดูหนาวพี่น้องในเมืองและคนพื้นราบเป็นห่วงบริจาคเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวมาช่วยคนที่อยู่ป่าอยู่เขา ขณะนี้คนพื้นราบและกรุงเทพประสบภัยน้ำท่วม ถึงเวลาแล้วที่ชาวม้งต้องบริจาคช่วยเหลือบ้าง ซึ่งสิ่งของที่นำมาบริจาคครั้งนี้รวบรวมมาจากไร่จากสวนที่มีอยู่มอบให้กับทางจังหวัดส่งไปช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยในพื้นราบต่อไป

ข่าวจาก posttoday.com

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

hmoob zaj dab neeg (Nkauj Nog thiab Nkauj Nrhee)





Nkauj Nog thiab Nkauj Nrhee ตอนต่อไปคลิกดูที่ยูทูปครับ

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ประชันธิดาน้อยชนเผ่าม้ง5ขวบคว้ารางวัล

ประชันธิดาน้อยชนเผ่า5ขวบคว้ารางวัล


จ.น่าน จัดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า หนูน้อยวัย 5 ขวบ เผ่าม้งคว้ารางวัลไปครอง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.น่าน ได้จัดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน โดยนายวิทยา กามนต์ รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานประกวดธิดาน้อยชนเผ่า เพื่อสร้างความสามัคคีในชนเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยนอันดีต่อกัน เนื่องในงานมหกรรมเครื่องเงินเมืองน่าน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2554



ทั้งนี้ ตามนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์คุณภาพของจังหวัด ภายใต้โครงการการพัฒนาเครื่องเงินตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเงินของจังหวัดน่านเพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยใช้กลยุทธ์ ที่ดึงเอากลุ่มผู้ประกอบการเกี่ยวกับเครื่องเงินจังหวัดน่าน มาออกร้านจำหน่ายเครื่องเงินเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างง่าย นำมาสู่การขยายช่องทางการตลาดของผู้ประกอบการเครื่องเงินจังหวัดน่าน ให้ก้าวสู่ตลาดสากลและเป็นที่รู้จักมากขึ้น



ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานเพียงแค่ 2 วัน สามารถจำหน่ายเครื่องเงินได้กว่า 2 ล้านบาท และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ที่นำเครื่องเงินมาจำหน่ายในงานจำนวน 15 ร้าน



นอกจากนี้ งานในคืนวันที่ 2 ของชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินในจังหวัดน่าน ได้จัดให้มีการประกวดธิดาชนเผ่าน้อย จากชนเผ่าม้ง และเผ่าเมี่ยน โดยมีหนูน้อยจากชนเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยน ในจังหวัดน่าน เข้าร่วมประกวด 22 คน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความน่ารักและงดงาม จนสร้างความประทับใจให้กับผุ้มาร่วมงานอย่างมาก



สำหรับ ผลการประกวด ด.ญ.ภัททิยา ภัทรวรากุล อายุ 5 ปี ชนเผ่าม้ง ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยรองอันดับ 1 ได้แก่ ด.ญ.ศุภวรรณ แซ่จ๋าว อายุ 10 ปี ชนเผ่าเมี่ยน และรองอันดับ 2 ได้แก่ ด.ญ.จิราภรณ์ แซ่เต็น อายุ 10 ชนเผ่าเมี่ยน



สำหรับ รางวัลชมเชย ประกอบด้วย ด.ญ.กมลชนก ทรงตระกูลวงศ์ อายุ 10 ปี ชนเผ่าม้ง และ ด.ญ.ธาราทิพย์ จารุศิริกุล อายุ 7 ปี ชนเผ่าเมี่ยน



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายในเวทีงาน ได้จัดให้มีการแสดงเป่าแคนของชนเผ่าม้ง การแสดงศิลปวัฒนธรรมชนเผ่าม้งที่หาชมได้ยาก และ การเปิดร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินจากชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินในจังหวัดน่าน โดยชมรมผู้ประกอบการเครื่องเงินจังหวัดน่าน ได้นำเครื่องเงินมาร่วมแสดงและจำหน่าย



ทั้งนี้ มีนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดน่านสนใจเข้าชมและเลือกซื้อเป็นจำนวนมาก


ข้อมูลจาก คมชัดลึก

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เที่ยวต่างวิถี ดูชีวิต 12 เดือน ชาวม้ง บ้านเข็กน้อย

บางคนบอกว่า การมาเที่ยวเพชรบูรณ์ครั้งนี้นั้นนับว่าได้เห็นสภาพที่แตกต่างจากที่เคยผ่านแล้วเห็นมา
 สมัย ก่อนเพชรบูรณ์ดูแห้งแล้ง สองเส้นทางที่ผ่านก็เห็นภูเขาหัวโล้น ต้นไม้ใหญ่หายาก แต่พอมาคราวนี้ เมืองมะขามหวานแห่งนี้กำลังเปลี่ยนไป อากาศตามภูเขาหลังฝนตกช่วยให้คณะเดินทางรู้สึกชุ่มชื่นใจ และเหตุที่ช่วยให้ใจเบิกบานส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเวลาที่มองไปทางไหนก็เห็น แต่ความเขียวของต้นไม้ใบหญ้า
 เมืองเล็กๆ ที่เคยกลายเป็นทางผ่านดูเหมือนไม่มีอะไรให้ต้องลงไปดู กลายเป็นอาณาจักรที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางที่รักการท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต
 ระยะหลังชื่อของ “ผาซ่อนแก้ว” ยังเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมที่ขึ้นชื่อไปในแวดวงนักปฏิบัติที่อยากสร้างความผ่องใสให้จิตใจ
 ตาม กำหนดการ พวกเราคณะเดินทางหรือสื่อมวลชนสายท่องเที่ยว ที่มาร่วมกิจกรรม 84 พรรษาตามรอยพระบาทยาตรา โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ให้การสนับสนุนนั้น ต้องไปดูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวม้งที่อาศัยอยู่บริเวณบ้านเข็กน้อย ขึ้นกับอำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
หมู่บ้านวัฒนธรรมชาวเขาบ้านเข็กน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเป็นหมู่บ้านม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีกิจกรรมท่องเที่ยวซึ่งหาดูได้ยาก เช่น ชมการจำลองวิถีชีวิตชาวม้ง ชมการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ  วิถีชีวิต 12 เดือนของม้ง  รำแคน ระบำกระดัง ระบำขลุ่ย เดินแบบชุดม้ง
ตบท้ายด้วยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวม้ง อาทิ ผ้าปักลาย พืชผักการเกษตร ตามปกติจะเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท หากมาที่นี่แล้วยังสามารถเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น ภูทับเบิก เขาค้อ ทุ่งแสลงหลวง ได้อีก
การมารวมตัวเป็นหมู่บ้านชาวม้ง เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบริเวณพื้นที่นี้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทยกับรัฐบาล เกิดการต่อสู้กันทั้งแบบปะทะกันโดยตรงและการใช้สงครามจิตวิทยาเพื่อดึงคนมา เข้าเป็นพวกพ้อง ท้ายที่สุดมีการเผาทำลายชุมชนเข็กน้อยเก่า ทำให้ชาวม้งกระจัดกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ บางกลุ่มของชาวม้งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยอพยพเข้าไป อาศัยอยู่ในป่า
บางกลุ่มของชาวม้งอพยพเข้าไปอยู่ในเมือง เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ การอพยพครั้งนี้ทำให้ชาวม้งซึ่งเคยอยู่รวมกันต้องแยกย้ายกระจายตามที่ต่างๆ ทำให้ยากต่อการควบคุมดูแลของรัฐบาล
บ้านเข็กน้อย อยู่ห่างจากถนนมิตรภาพสายพิษณุโลก-หล่มสัก ที่กิโลเมตร 94 เพียง 2 กิโลเมตร
เป็น หมู่บ้านที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งของชาวม้งในพื้นที่ 3 จังหวัด มีโรงเรียนชาวเขาที่ทางราชการตั้งให้ มีหน่วยสอนศาสนาคริสเตียน แต่เดิมมีคนอยู่ 600 คน ภายหลังชาวม้งส่วนใหญ่กับมิชชันนารีอพยพเข้ามาอยู่กับฝ่ายไทย
ปี พ.ศ.2514 ได้มีการอพยพกลับมาอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่อีกครั้ง โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ระดมชายที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปีที่เป็นชาวม้ง และหลบหนีคอมมิวนิสต์เพื่อเข้ารบและรับการฝึกอาวุธ ทหารเหล่านี้เรียกเป็นทางการว่าทหารชาวเขาอาสาสมัครเขาค้อ คือ กองร้อย ชขส. 31 ซึ่ง จุดที่พักค่ายทหารในช่วงนั้นคือ ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน อาจจะถือได้ว่า กองร้อยทหารชาวเขาอาสาสมัครเป็นจุดกำเนิดของหมู่บ้านชาวม้งในปัจจุบันนี้ก็ เป็นได้
ชาวม้งดังกล่าวมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประเทศชาติในการต่อสู้ กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ การได้มาเป็นทหารอาสาของชาวม้งในเวลานั้นมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การสมัครใจของชาวม้ง มาด้วยคำสั่งของรัฐบาล และมาโดยถูกเลือกจากทหาร
เหตุผล ของการสมัครมาเป็นทหารอาสาชาวเขาในกองทัพไทยเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวลา นั้น วิเคราะห์จากการตอบคำถามและพูดคุยกับทหารและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมีดัง นี้
เพื่อเป็นการแสดงว่าชาวม้งมีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลไทย และมีความรักชาติไทย ชาวม้งได้สมัครเป็นทหารอาสาในกองทัพไทย อีกทั้งบริเวณพื้นที่ซ่องสุมของพรรคคอมมิวนิสต์มีลักษณะเป็นป่าเขา เป็นเหว เป็นถ้ำ ซึ่งเป็นการยากต่อการเข้าไปในพื้นที่ของทหารไทยที่ไม่คุ้นเคยกับลักษณะ ภูมิประเทศเช่นนี้ รัฐบาลจึงรับทหารอาสาชาวม้งซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ก่อนมา ช่วยและลาดตระเวนหาข่าวให้กับทหารไทย
ชาวม้งที่อพยพลงมาอาศัยอยู่กับคน พื้นราบ ไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศร้อน ชาวม้งไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้นเพื่อให้ชาวม้งมีที่อยู่ที่ถาวร มีที่ดินทำกินทำอาชีพเกษตรกรรม จึงสมัครมาเป็นทหารอาสาช่วยรบในเวลานั้น เมื่อสามารถสู้รบและแย่งพื้นที่ในบริเวณพื้นที่ชุมชนเข็กน้อยเป็นผลสำเร็จ แล้ว ทหารได้จัดตั้งค่ายพักทหารในบริเวณดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า กองร้อย ชขส.31 เพื่อเป็นสถานที่จัดเตรียมพื้นที่ด้านอาหาร ที่พัก และได้อนุญาตให้ชาวม้งไปรับครอบครัวมาอยู่ด้วยกันในพื้นที่ตั้งค่าย
ใน ช่วงก่อนจะเกิดการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทย นั้น ในพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ที่ชาวเขาได้มาทำไร่อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเกิดการสู้รบ จึงไม่มีใครกล้าจะเข้าไปทำไร่ในพื้นที่เหล่านี้
 จน กระทั่งทหารอนุญาตให้ทหารอาสาชาวม้งและครอบครัวอาศัยอยู่ที่นี่ อีกทั้งถนนเข้า-ออกหมู่บ้านมีถนนใหญ่ตัดผ่าน คือ เส้นทางหล่มสัก-พิษณุโลก ทำให้สะดวกและง่ายต่อการเข้ามาดูแลของรัฐบาลและทหาร ดังนั้นการเข้ามาตั้งค่ายพักทหารในบริเวณนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างชุมชนเข็กน้อย และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทหาร
 ทุกวันนี้ หมู่บ้านเข็กน้อยกลายเป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไปแล้วต้องหยุด คนในหมู่บ้านก็จะมีจัดการแสดงจำลองวิถีชีวิตมาให้ดูที่โรงแสดงของหมู่บ้าน ส่วนผู้แสดงก็คือหนุ่มสาวชาวม้งในหมู่บ้านที่ฝึกกันขึ้นมานั่นเอง
เนื้อหา ของการร่ายรำที่นำมาแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต เช่น ก ารเกี่ยวข้าว การทำนา ความสวยงามอยู่ที่การชุดแต่งกายประจำเผ่า แต่ถ้าใครอยากได้บรรยากาศแบบของจริง ต้องมาร่วมงานที่เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวม้งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
 การ มาดูเรื่องต่างวัฒนธรรมต่างประเพณีอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังคือ เรื่องของความคิด ต้องคิดแบบสีเขียวตามแนวคิดเขียว 7 อย่าง หรือ 7 Greens เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน หรืออาจใช้สูตรเที่ยวไทยหัวใจใหม่ สิ่งแวดล้อมสดใส เมืองไทยยั่งยืน ตามแนวคิดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามรณรงค์กันอยู่
 การคิดแบบสีเขียวที่ว่าคือ การไม่มองว่าม้งคือของแปลก แต่ต้องดูว่าเขาก็เป็นมนุษยชาติเหมือนเรา เพียงแต่ความเป็นอยู่ ประเพณีวัฒนธรรมต่างจากเรา และน่าสนใจว่าต่างกันอย่างไร นี่คือความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ร่วมโลก
 สิ่งสำคัญคือ ไม่มองว่าพวกเขาเป็นตัวตลก เป็นไม้ประดับ หรือเป็นคนที่มาอาศัยผืนแผ่นดินเราอยู่เท่านั้น
 พระ พุทธองค์ตรัสว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สิ่งทั้งหมดสำเร็จได้ด้วยใจ ดังนั้นหากเราไปท่องเที่ยวด้วยความคิด ความรู้สึกที่เบิกบาน พร้อมรับในสิ่งที่แตกต่าง พร้อมแบ่งปันในสิ่งที่ตนมี เท่านี้ การท่องเที่ยวทริปนั้นก็ถือว่าเป็นการเติมพลังให้ชีวิตได้แล้ว
 ด้วยเหตุ นี้ พวกเราชาวคณะจึงปิดท้ายด้วยการช็อปปิ้งของฝาก อันเป็นงานฝีมือของชาวม้ง เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนที่เราไปเยี่ยมเยือน ตามสไตล์การท่องเที่ยวแบบไทยๆ และจากมาด้วยความสุขเช่นเคย

ข้อมูลจาก ไทยโพสต์              

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ม้งความเชื่อไสยศาสตร์ ua neeb saib yaig




                                                                       
               การรักษาโรคด้วยความเชื่อไสยศาสตร์ ม้งมี ความเชื่อว่าพิธีไสยศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและทำการ รักษาได้ผล เพราะความเจ็บป่วย ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผลมาจากการผิดผี ทำให้ผีเดือดดาลมาแก้แค้นลงโทษให้เจ็บป่วย จึงต้องใช้วิธีจัดการกับผีให้คนไข้หายจากโรค หากว่าคนทรงเจ้ารายงานว่าคนไข้ที่ล้มป่วยเพราะขวัญหนี ก็จะต้องทำพิธีเรียกขวัญกลับเข้าสู่ร่างของบุคคลนั้น แต่การที่จะเรียกขวัญกลับมานั้น จะต้องมีพิธีกรรมในการปฎิบัติมากมาย บางครั้งบางพิธีกรรมก็มีความยุ่งยากในการปฎิบัติ แต่ม้งก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเหล่านั้น ม้งเชื่อว่าการที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง โดยไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน นั่นคือความสุขอันยิ่งใหญ่ของม้ง ฉะนั้นม้งจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อเป็นการรักษาให้หาย จากโรคเหล่านั้น ซึ่งพิธีกรรมในการรักษาโรคของม้งนั้นมีอยู่หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็รักษาโรคแต่ละโรค แตกต่างกันออกไป การที่จะทำพิธีกรรมการรักษาได้นั้นต้องดูอาการของผู้ป่วยว่าอาการเป็นเช่นไร แล้วจึงจะเลือกวิธีการรักษาโดยวิธีใดถึงจะถูกต้อง
การอั๊วเน้งเป็นการรักษาอีกประเภทหนึ่งของม้ง การอั๊วเน้ง (การทำผีหรือลงผี ) การอั๊วเน้งนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ การอั๊วเน้งข่อยชั๊วะ การอั๊วเน้งเกร่ทั่ง การอั๊วเน้งไซใย่ ซึ่งการอั๊วเน้งแตกต่างกันออกไป การรักษาก็แตกต่างกันไปด้วย การจะอั๊วเน้งได้เมื่อมีคนในครอบครัวเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุเป็น การรักษาอีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นม้งมักจะนิยมอั๊วเน้งเพื่อการเรียก ขวัญที่หายไปหรือมีผีพาไปให้กลับคืนมาเท่านั้น ซึ่งม้งเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากขวัญที่อยู่ในตัวหายไป
เวลาอั๊วเน้งหรือทำผีนั้น คนที่เป็นพ่อหมอจะเริ่มไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วร่ายเวทมนต์คาถาต่าง ๆ พร้อมกับติดต่อ สื่อสารกับผีแล้วไปคลี่คลายเรื่องราวต่าง ๆ กับผี ถ้าคลี่คลายได้แล้วจะมีการฆ่าหมู แต่ก่อนจะฆ่าหมูนั้น จะต้องให้คนไข้ไปนั่งอยู่ข้างหลังพ่อหมอ แล้วผูกข้อมือ จากนั้นนำหมูมาไว้ข้างหลังคนไข้ แล้วพ่อหมอจะสั่งให้ฆ่าหมู การที่จะฆ่าหมูได้นั้นจะต้องมีคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อหมอ และสามารถฟังเรื่องราวของการอั๊วเน้งได้ รู้ว่าตอนนี้พ่อหมอต้องการอะไร หรือสั่งให้ทำอะไร เมื่อพ่อหมอสั่งลงมา คนที่เป็นตัวแทนต้องบอกกับคนในครอบครัว ให้ทำตามคำบอกกล่าวของพ่อหมอ เมื่อสั่งให้ห่าหมูก็ต้องนำหมูมาฆ่าแล้วจะนำกัวะมาจุมกับเลือดหมู พร้อมกับมาปะที่หลังคนไข้ แล้วพ่อ หมอจะเป่าเวทมนต์ให้ จากนั้นจะนำกัวะไปจุมเลือดหมู เพื่อไปเซ่นไหว้ที่ผนังที่เป็นที่รวมของของบูชาเหล่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ซ่งจู่ยิง (Song Zuying)นักร้องชาวม้งที่โด่งดังไปทั่วโลก


Song Zuying - Mengjiang Girl 孟姜女
ซ่งจู่ยิง (Song Zuying) 宋祖英ดอกไม้พงไพร ชูช่อสง่างามในวงการดนตรีจีน
ดอกไม้ ไม่ว่าจะบานชูช่อ ณ แห่งหนใด มันคงยังรักษาความงามของมันแต่ระหว่างดอกไม้ในสวนกับดอกไม้ในป่าดงพงไพรนั้น ถึงแม้ล้วนจะเป็นดอกไม้เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างระหว่างดอกไม้ทั้งสองคือ ดอกไม้ในป่าดงพงไพรเติบใหญ่ขึ้นตามความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ มีความแข็งแกร่งในท่ามกลางความอ่อนช้อยสวยงาม สำหรับดอกไม้ในสวนเติบใหญ่จากการดูแลของคน หรืออาจถึงขั้นเจือปนสิ่งแปลกปลอมเพื่อความงามที่อาจผิดแผกธรรมชาติ
ซ่งจู่ยิง 宋祖英นักร้องเสียงโซปราโน (Soprano) ชื่อนี้อาจไม่เป็นที่คุ้นหูสำหรับนักฟังเพลงทั่ว ๆ ไปนัก นอกจากคนที่ติดตามวงการศิลปะการแสดงและการขับร้องของจีนอย่างใกล้ชิด สำตัวผมเองก็ต้องยอมรับว่ารู้จัก โดยบังเอิญ อันเนื่องจากรับชมทีวีหูหนาน 河南(Hunan TV) ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา พอดีทางสถานีนำเอาเทปบันทึกการแสดงสดของซ่งจู่ยิงที่แสดงที่ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์(Sydney Opera House) ประเทศออสเตรเลีย อันเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีในความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศจีนกับประเทศออสเตรเลีย (ของไทยครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีนปีนี้เอง) การได้ชมการขับร้องเพลงของเธอแวบแรกต้องบอกว่า” โดนเต็มๆ”ด้วยน้ำเสียงที่ใส ๆ ซึ้ง ๆ เสียงสูงสามารถไต่ขึ้นได้อย่างราบรื่น อีกทั้งหน้าตาที่สวยแตกต่างจากสาวจีนแบบหมวย ๆ ทั่วไป เนื่องจากเธอเป็นชนเผ่าแม้ว
ซ่งจู่ยิงเหมือนกับดอกไม้ป่าช่องามที่เกิดในหมู่บ้านชาวแม้วที่หมู่บ้านเซียงซี 湘西 อำเภอกู่จ้าง 古丈县 มณฑลหูหนาน 河南省หมู่บ้านเซียงซีเป็นหมู่บ้านยากจนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ชีวิตในวัยเด็กของเธอจึงเรียบง่ายเหมือนชาวเขาทั่ว ๆ ไป เธอฝึกร้องเพลงตั้งแต่เด็กตามแม่ที่ร้องเพลงพื้นบ้านของชาวแม้ว โดยไม่ได้รับการฝึกฝนด้านการร้องเพลงที่ถูกต้องตามระบบจนเมื่อเธออายุ 15 แล้ว ประกายแววความสามารถของเธอเริ่มฉายเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เมื่ออาจารย์เถียน田老师 กับอาจารย์หลอ罗老师จากคณะการแสดงประจำอำเภอมารับสมัครนักร้องเข้าคณะ เธอได้รับการคัดเลือกจากผู้สมัครทั้งหมดยี่สิบกว่าคน เธอเข้าร่วมคณะได้สี่ปีก็สอบเข้า Chinese Nationality University ในคณะการขับร้องและเต้นรำ(Music and Dance Department) ในสาขาการขับร้องเพลงพื้นบ้าน (folkvocal) ในจุดนี้เองที่เธอได้รับการฝึกฝนด้านการขับร้องอย่างถูกต้องเป็นระบบ ภายใต้การดูแลของอาจารย์โจวเปิ่นชิ่ง 周本庆 ทำให้มาตรฐานการขับร้องของเธอสูงขึ้นมาก หลังจากนั้นเธอก็ออกล่ารางวัล เริ่มไต่จากการได้ที่ 1 ในระดับมลฑลจนถึงระดับประเทศ ปี 1989 เธอปรากฏตัวในสถานีโทรทัศน์ CCTV ครั้งแรก เนื่องในโอกาสรำลึกเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม五四运动 (เป็น เหตุการณ์เกิดในปี ค.ศ.1919 ที่เหล่าปัญญาชนและประชาชนผู้รักชาติลุกขึ้นมาต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นที่เข้ามารุกรานจีนพร้อมกับทำสนธิสัญญาที่เอาเปรียบคนจีน ขณะเดียวกันก็ต้องการโค่นล้มระบอบการปกครองที่เน่าเฟะของรัฐบาลจีนในสมัยนั้น)

ในปี 1991 เธอได้ปรากฏตัวทาง CCTV อีกครั้งเนื่องในโอกาสวันตรุษจีน ซึ่งในขณะนั้นเธอได้จบการศึกษาจาก Chinese Nationality University และ ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์จินเถ่หลิน 金铁林 เพื่อยกระดับความสา-มารถขึ้นอีกระดับ การปรากฏตัวใน CCTV คราวนี้ ทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล (CCTV เป็นเครือข่ายโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนที่ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมสามารถรับชมได้ทั่วโลก) จากจุดนี้เองซ่งจู่ยิงจึงเป็นนักร้องที่ทาง CCTV ขาดไม่ได้ในการออกอากาศในเทศกาลตรุษจีนในปีต่อ ๆ มา
การเดินทางสู่อนาคตของซ่งจู่ยิงไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านยากจนทั่วๆไปเธอเสียคุณพ่อเมื่อยังเด็ก เนื่องจากความยากจนที่ไม่มีเงินรักษาคุณพ่อที่ป่วยเป็นวัณโรค สำหรับน้องชายเองก็เป็นใบ้เนื่องจากกินยาผิด เมื่อเธอจบการศึกษาแล้ว เธอก็เข้ารับราชการในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน โดยสังกัดกองทัพเรือ ซึ่งคงเป็นวิถีของคนจนทั่ว ๆ ไปที่ยึดอาชีพข้าราชการเพื่อความมั่นคงไว้ก่อน ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนในวัยประมาณ 40 หรือรุ่นที่เกิด ในยุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรม 文化大革命 ในช่วงที่ประเทศจีนยังไม่เปิดประเทศมักเดินตามแนวนี้ (เพื่อนชาวปักกิ่งผมเองก็เหมือนกัน รับราชการในหน่วยงานการค้าของรัฐ มีอยู่ช่วงหนึ่งมาประจำที่กรุงเทพฯเพื่อวิ่งเต้นประมูลขายกระดาษห่อบุหรี่ให้กับโรงงานยาสูบ เพื่อนมักจะบ่นเสมอว่าเงินเดือนไม่กี่ตังค์ สู้ภรรยาเขาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวไม่ได้ แต่ที่ยังทนรับราชการเนื่องจากต้องการให้คนใดคนหนึ่งมั่นคงไว้ก่อน) แต่การรับราชการของเธอคงไม่ใช่แค่ยึดเป็นอาชีพเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แต่เธอสามารถเป็นถึงตัวแทนของสภาประชาชนจีน (Representative of the National People Congress) ประจำมณฑลหูหนาน
สำหรับเสน่ห์ของซ่งจู่ยิงนั้น นอกจากน้ำเสียงที่ใส ไพเราะแล้ว หน้าตาและกิริยาที่อ่อนช้อยอ่อนโยนที่ดูจะแตกต่างจากสาวจีนทั่ว ๆ ไป การวางตัวและใช้ชีวิตที่เพียบพร้อมไปตัวคุณสมบัติของกุลสตรี ครั้งแรกที่ได้เห็นเธอนั้น ทำให้ผมนึกถึงอดีตนักร้องสาวไทยคนหนึ่งในวงโฟล์คซองคำเมืองของคุณจรัล มโนเพชร นั่นคือคุณสุนทรี เวชานนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่คล้าย ๆ กันคือความสวย กิริยาที่อ่อนโยน น้ำเสียงที่ใส ไพเราะ ที่สำคัญคือ คนเผ่าแม้วกับคนล้านนา หน้าตาผิวพรรณดูช่างเหมือนคนบ้านเดียวกัน


ซ่งจู่ยิง (Song Zuying) 宋祖英ดอกไม้พงไพร ชูช่อสง่างามในวงการดนตรีจีน-3
การไปแสดงคอนเสิร์ตที่ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ ประเทศออสเตรเลียถือเป็นการแสดงเดี่ยวในต่างประเทศครั้งแรกของเธอ และเป็นศิลปินชาวเอเชียคนแรกที่ได้มาแสดง ณสถานที่แห่งนี้ แต่ดูเธอจะมีความมั่นใจและสามารถเข้ากันได้อย่างดีกับเพื่อนร่วมทำงานอย่างคณะคอรัส(Chorus) ที่มีทั้งชาวออสซี่ฝรั่งและเชื้อสายคนเอเชียร่วมสองร้อยชีวิตนักดนตรีในวงซิมโฟนีที่แบคอัพให้ ตลอดการแสดงเธอสามารถตรึงสมาธิของทุกคนอย่างกับต้องมนต์สะกด การแสดงครั้งนี้ใช้ชื่องานว่า“วันดีชื่นสุข” 好日子 หรือ Good Days อำนวยเพลงโดย อยู๋หลง 瑜隆 (Yu Long) การแสดงเริ่มต้นด้วย
เพลงที่ 1 茉莉花 Jasmine Flower หรือ ดอกมะลิ เป็นเพลงพื้นบ้านของ เจียงซู 江苏(Jiang Xu) เธอปรากฏตัวในชุดขาวสะอาดราวกับดอกมะลิหลังจากวงซิมโฟนีขึ้นอินโทร เพลงนี้เหมือนกับอุ่นเครื่องเรียกน้ำย่อย เป็นเพลงจังหวะเรียบ ๆ ฟังสบาย
เพลงที่ 2 辣妹子 Spice Girl หรือแม่สาวเผ็ดร้อน บทเพลงพื้นบ้านของหู-หนาน 湖南(Hunan)จังหวะในเพลงนี้เผ็ดสมชื่อ เป็นจังหวะเร็ว สนุกสนานดูจากสีหน้าท่าทางของทั้งคนร้อง คนสีไวโอลิน รวมทั้งผู้อำนวยเพลงต่างก็โยกตัวตามจังหวะเพลง
เพลงที่ 3 小背篓 Little Back-basket หรือตะกร้าน้อยบนหลัง เป็นเพลงที่ซ่งจู่ยิงร้องรำลึกถึงบ้านเกิด และชีวิตในวัยเด็กที่คุณแม่เธอจับเธอใส่ตะกร้ากระเต็งไว้บนหลังเวลาออกไปทำงานในสวน และเนื่องจากการทำงานในสวนทั้งวัน บ่อยครั้งที่หนูซ่งหลับปุ๋ยในตะกร้าบนหลัง และหลายครั้งก็ปัสสาวะรดหลังคุณแม่ แต่คุณแม่ก็เหลียวหลังมองหน้าลูกน้อยพร้อมส่งยิ้มอย่างอบอุ่น ซึ่งรอยยิ้มแม่ยังตราตรึงในหัวใจของซ่งจู่ยิงจนทุกวันนี้เพลงนี้ฟังแล้วต้องอมยิ้มในความน่ารักและอบอุ่น
เพลงที่ 4 海风阵阵愁煞人, 珊湖颂 Sea Breeze Makes Me Sadเพลงนี้ฉีกจากบทเพลงอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเป็นพื้นบ้าน แต่เพลงนี้เป็นเพลงสมัยใหม่ที่แต่งขึ้นช่วงปฏิวัติ เพลงได้บรรยายถึงความทุกข์ยากของชาว-บ้านในสมัยสังคมเก่าก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง การร้องที่เศร้าสร้อยซึ่งแสดงออกทั้งทางน้ำเสียงและสีหน้า ทำให้อารมณ์ผู้เช้าชมถึงตราตรึงอยู่ในความสงบ เพลงนี้ซ่งจู่ยิงสามารถแสดงถึงพลังเสียงอันหนักแน่น แต่ยังคงความใสในขณะที่ไต่เสียงสูงขึ้นแบบสุด ๆ ทำให้ผู้ชมต้องปรบมือถึงสองครั้งสองครา
เพลงที่ 6 今日苗山歌最多 So many songs today on the MiaoPeople’s Land หรือมี่บทเพลงมากมายในแผ่นดินชาวแม้ว เพลงนี้ซ่งจู่ยิงมาในชุดของชนเผ่าแม้วอันสวยงาม เพลงนี้เป็นเพลงจังหวะสนุกบรรยายถึงแผ่นดินของชาวชนเผ่าแม้วที่อยู่อย่างมีความสุข เต็มไปด้วยเสียงเพลงและน่าจะสะท้อนชีวิตของซ่งจู่ยิงเอง จากบทเพลงที่ร้องว่าชาวแม้วชอบร้องเพลง ภูผาคือบทเพลง และบทเพลงคือภูผา แสดงให้เห็นถึงทุกหนทุกแห่งของแผ่นดินชาวแม้วล้วนเต็มไปด้วยเสียงเพลง
เพลงที่ 14 爱我中华 Love my Chinaห รือรักประเทศจีนของฉัน เป็นเพลงก่อนจบการแสดง เพลงที่มีจังวหะหนักแน่น มีพลัง เสียงคณะนักร้องคอรัสสองร้อยชีวิต ร้องประสานเสียงเป็นแบ็กกราวเสริมพลังมากยิ่งขึ้นต้องยอมรับว่าทำให้เลือดลมรักชาติสูบฉีดพุ่งแรงในร่างกายของทุกคนที่มีสายเลือดมังกรเจือปน
เพลงที่ 15 Still call Australia Home เป็นการนำเพลงพื้นบ้านของออส-เตรเลียมาร้อง และเป็นเพลงเดียวในงานที่เธอร้องเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแน่นอนต้องเป็นที่ชื่นชอบถูกอกถูกใจของชาวออสซี่ เพราะทุกคนในฮอลล์ต่างปรบมือไปตามจังหวะเพลงจนจบ
เมื่อจบการแสดงแล้ว ผู้ชมต่างลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างกึกก้องและยาวนานซึ่งเป็นวัฒนธรรมในการชมการแสดงของชาวตะวันตกที่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้แสดง จนม่านเวทีได้ปิดฉากลง ถึงแม้ม่านบนเวทีการแสดงจะปิดฉากลงแล้วก็ตาม แต่ม่านในดวงใจของทุกคนที่รับชมกลับเปิดฉากขึ้นต้อนรับซ่งจู่ยิง ดอกไม้ป่าช่องามไว้ในดวงในตลอดไป

บทความจาก