วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เเหล่งทุนธุรกิจขนาดกลางเเละขนาดย่อม

ใครที่คิดอยากจะทำธุรกิจส่วนตัว คิดได้ว่าจะทำอาชีพอะไรเเต่ไม่มีเงินทุน วันนี้จะพาไปรู้จักเเหล่งเงินทุนที่ให้สินเชื่อเเก่ธุรกิจขนาดกลางเเละขนาดย่อม หรือ SME

คือธุรกิจที่ทำคนเดียวหรือ 2คนขึ้นไปอาจจะเป็นกลุ่มอาชีพก็ได้ ก็สามารทขอสินเชื่อได้ที่ SME bank เเละในช่วงนี้กลุ่มโอทอปก็ขอได้เช่นกัน
สินเชื่อโครงการ OTOP
วัตถุประสงค์การกู้ยืม

1. เพื่อขยายกิจการ/ปรับปรุงกิจการหรือสถานประกอบการ
2. เพื่อพัฒนากระบวนการผลิต/การตลาด หรือช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า
3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ OTOP
4. เพื่อเป็นเงินทุนในการดำเนินกิจการ

คุณสมบัติผู้กู้

บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ OTOP ที่มีหนังสือรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จาก กรมการพัฒนาชุมชน สสว. , กสอ. , อบต., อบจ. ,ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับ OTOP
กรณีนิติบุคคล ต้องมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50

อัตราดอกเบี้ย

* อัตราดอกเบี้ย MLR+1.0% ต่อปีกรณีค้ำประกันไขว้
* อัตราดอกเบี้ย ไม่ต่ำกว่า MLR+2.0% ต่อปี ี

หลักประกัน และ การค้ำประกัน

* บุคคลธรรมดา/นิติบุคคลค้ำประกัน
1. ข้าราชการ ,พนง.รัฐวิสาหกิจ ค้ำประกันได้ไม่เกิน 2 เท่าของเงินเดือน
2. พนง.บริษัทเอกชน ,ผู้มีอาชีพอิสระค้ำประกันได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของเงินเดือน
3. นิติบุคคลค้ำประกันได้ไม่เกินร้อยละ 80 ของส่วนผู้ถือหุ้น
* กรณีค้ำประกันไขว้ บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล
1. ต้องยื่นกู้พร้อมกันในวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท/ราย
2. ต้องได้รับมาตรฐาน OTOP 4-5 ดาว หรือ OPC หรือ มผช.

ระยะเวลากู้ยืม

ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี
ท่านใดที่สนใจก็ไปขอใช้บริการได้ครับ

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บรรยกาศในงาน OTOP midyear 2009

วันนี้มาดูบรรยกาศในงานOtop ช็อปช่วยชาติกันนะครับ วันนี้เป็นวันที่3เเล้วผู้คนเข้ามาจับจ่ายซื้อขายสิ้นค้าโอทอปกันเป็นจำนวนมาก สิ้นค้าโอทอปนั้นเป็นงานฝีมือราคาไม่สูงเเละไม่เเพงมาก ก็เป็นการมาอุดหนุนกลุ่มโอทอปเพื่อที่เงินทองจะได้กระจ่ายสู่ชนบท เเละหมุ่นเวียนกันในประเทศเศษฐกิจจะได้ฟื้นเร็วๆครับ เเละในงานนี้ยังมีการให้บริการ การฝึกอาชีพในโครงการต้นกล้าอาชีพ ใครที่ว่างงานอยากมีอาชีพเสริมก็มาสมัครเรียนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ



มุมนี้บริการอินเตอร์เน็ตฟรี

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โอทอป ช็อปช่วยชาติ


ในการจัดงาน โอทอป ช็อบช่วยชาติในครั้งนี้ เป้นการจัดงานโอทอป ครั้งที่ 3 เเล้ว โดยครั้งเเรกจัดที่สนามศุก ครั้งที่2 ที่เมื่องทองเเละครั้งนี้ครั้งที่3 ซึ้งจัดที่เมืองทองอาคารชาเรนเจอร์1-3 ในครั้งนี้มีร้านค้า OTOP มากกว่า 2000กว่าร้านค้ามาให้เลือกซื้อเลือกช็อปกันมากมาย เเละในงานนี้สิ้นค้าผ้าปักชาวเขาก็ได้มาให้พี่น้องช่าวกรุงเทพได้เลือกซื้อกันมาก ซึ้งสิ้นค้าม้งนั้นก็มากันหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นที่ เชียงราย พะเยา นาน เชียงใหม่ ท่านใดที่สนใจก็เข้ามาเลือกซื้อได้ งานเริ่มตั้งเเต่วันที่ 22-30 สิงหาคมนี้ครับ





ntseeg kuv - LaibLaus

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

งานแสดงสินค้าOTOPที่ ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม พิโลก





วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ม้งความเชื่อไสยศาสตร์

การรักษาโรคด้วยความเชื่อไสยศาสตร์ ม้งมี ความเชื่อว่าพิธีไสยศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและทำการ รักษาได้ผล เพราะความเจ็บป่วย ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผลมาจากการผิดผี ทำให้ผีเดือดดาลมาแก้แค้นลงโทษให้เจ็บป่วย จึงต้องใช้วิธีจัดการกับผีให้คนไข้หายจากโรค หากว่าคนทรงเจ้ารายงานว่าคนไข้ที่ล้มป่วยเพราะขวัญหนี ก็จะต้องทำพิธีเรียกขวัญกลับเข้าสู่ร่างของบุคคลนั้น แต่การที่จะเรียกขวัญกลับมานั้น จะต้องมีพิธีกรรมในการปฎิบัติมากมาย บางครั้งบางพิธีกรรมก็มีความยุ่งยากในการปฎิบัติ แต่ม้งก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเหล่านั้น ม้งเชื่อว่าการที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง โดยไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน นั่นคือความสุขอันยิ่งใหญ่ของม้ง ฉะนั้นม้งจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อเป็นการรักษาให้หาย จากโรคเหล่านั้น ซึ่งพิธีกรรมในการรักษาโรคของม้งนั้นมีอยู่หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็รักษาโรคแต่ละโรค แตกต่างกันออกไป การที่จะทำพิธีกรรมการรักษาได้นั้นต้องดูอาการของผู้ป่วยว่าอาการเป็นเช่นไร แล้วจึงจะเลือกวิธีการรักษาโดยวิธีใดถึงจะถูกต้อง

การอั๊วเน้ง

เป็นการรักษาอีกประเภทหนึ่งของม้ง การอั๊วเน้ง (การทำผีหรือลงผี ) การอั๊วเน้งนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ การอั๊วเน้งข่อยชั๊วะ การอั๊วเน้งเกร่ทั่ง การอั๊วเน้งไซใย่ ซึ่งการอั๊วเน้งแตกต่างกันออกไป การรักษาก็แตกต่างกันไปด้วย การจะอั๊วเน้งได้เมื่อมีคนในครอบครัวเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุเป็น การรักษาอีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นม้งมักจะนิยมอั๊วเน้งเพื่อการเรียก ขวัญที่หายไปหรือมีผีพาไปให้กลับคืนมาเท่านั้น ซึ่งม้งเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากขวัญที่อยู่ในตัวหายไป
เวลาอั๊วเน้งหรือทำผีนั้น คนที่เป็นพ่อหมอจะเริ่มไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วร่ายเวทมนต์คาถาต่าง ๆ พร้อมกับติดต่อ สื่อสารกับผีแล้วไปคลี่คลายเรื่องราวต่าง ๆ กับผี ถ้าคลี่คลายได้แล้วจะมีการฆ่าหมู แต่ก่อนจะฆ่าหมูนั้น จะต้องให้คนไข้ไปนั่งอยู่ข้างหลังพ่อหมอ แล้วผูกข้อมือ จากนั้นนำหมูมาไว้ข้างหลังคนไข้ แล้วพ่อหมอจะสั่งให้ฆ่าหมู การที่จะฆ่าหมูได้นั้นจะต้องมีคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อหมอ และสามารถฟังเรื่องราวของการอั๊วเน้งได้ รู้ว่าตอนนี้พ่อหมอต้องการอะไร หรือสั่งให้ทำอะไร เมื่อพ่อหมอสั่งลงมา คนที่เป็นตัวแทนต้องบอกกับคนในครอบครัว ให้ทำตามคำบอกกล่าวของพ่อหมอ เมื่อสั่งให้ห่าหมูก็ต้องนำหมูมาฆ่าแล้วจะนำกัวะมาจุมกับเลือดหมู พร้อมกับมาปะที่หลังคนไข้ แล้วพ่อ หมอจะเป่าเวทมนต์ให้ จากนั้นจะนำกัวะไปจุมเลือดหมู เพื่อไปเซ่นไหว้ที่ผนังที่เป็นที่รวมของของบูชาเหล่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผ้าปักม้งคุณค่าเเห่งอารยธรรม


















งามวิจิตรศิลป์ผ้าม้ง ที่ยังคงลงเหลือมาให้เห็น
ชนเผ่าม้งผู้คิดค้นผ้าปักมือ งามเรืองลือระบือไกลทั่วถิ่นเเดน


ไม่มีใครรู้ว่าผ้าปักม้งเริ่มปักกันมาตั่งเเต่เมื่อ ผุ้เฒ่าผู้เเก่ม้งเล่าให้ฟังยังลอยๆเหมือนหรอกเด็กว่า ม้งกำเนิดเมื่อไหร่ก็มีผ้าปักเมื่อนั้น ฟังดูเเล้วหาคำตอบไม่ได้ ครับสำหรับผมเเล้วคิดว่าผ้าปักม้งมีกำเนิดมานานเเล้ว สมัยที่ม้งยังมีอนาจักรม้งที่เคยเจริญรุ่งเรื่องมาก่อน ยุคอนาจักรซานเเม๋วเป็นต้นมา ม้งทำผ้าขึ้นมาใช้เองตั้ง






เเต่โบราณกาลมาเเล้ว เช่นผ้าใยกัญชง(daub maaj)ม้งปักลายต่างๆลงบนผ้าใยกัยชง บอกเป็นเรื่องราวต่างๆบางก็ว่าอาจเป็นตัวหนังสือม้งที่ปักไว้บนผ้า หรือเป็นลายเเม่น้ำเเยงซี ที่ม้งเคยอยู่เเละอพยพจากการรุกรานของจีน จึงบอกเเละปักเป็นเรื่องราวต่างๆไว้บนผ้า

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

qhov txug


qhov txug คือ เตาไฟขนาดใหญ่ที่ทำด้วยดินเหนียวมีกะทะขนาดใหญ่อยู่ข้างบนใช้หุงข้าวต้มพักเเละใช้ประโยน์หลายอย่างของคนม้ง ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยมีให้เห็นกันเเล้ว เเต่ก็เหลือบ่างที่อนุรักษ์ไว้เเต่ไม่ค่อยได้ใช้เลย ส่วนมากจะสร้างไว้ใน(tsev daab qhuag)บ้านที่ทำด้วยไม่ไผ่มุ่งหญ้าคา สำหรับบ้านผมเเล้วปู่กับย่ายังอนุรักษ์ไว้เเละยังใช้หุงอาหารหรือไม่ก็ใช้ต้มข้าวโพดให้หมู เเละบางครั่งเมื่อถึ่งปีใหม่เราก้ได้ใช้นึ่งข้าวเหนียวที่ใช้ทำขนมม้งหรือ ncuav ถ้าใช้qhov txug นึ่งเเล้วจะเยอะมากพอสำหรับครอบครัวม้งที่อยุ่กันเยอะครับ ดินจากqhov txug นั้นยังใช้ทำเป็นเเป้งไว้ทาเด็กทารกตรงขาหนีบป้องกันความชื่นอีกครับ

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิซิดีประวัติศาสตร์ม้ง







มีนิยายปรัมปราของชาวม้งซึ่งได้เล่าสืบต่อกันมา กล่าวไว้ว่า ถิ่นกำเนิดของม้งอยู่ที่มุมหนึ่งของโลก เป็นดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็น ปกคลุมด้วยหิมะ น้ำตามลำธารจับตัวเป็นน้ำแข็ง มีเวลากลางคืนและกลางวันยาวนานถึง 6 เดือน จึงเป็นการน่าเชื่อว่าชาวม้งเคยอาศัยอยู่ในบริเวณ มองโกเลีย หรือแม้แต่ทางเหนือของสแกนดิเนเวีย หรือ บริเวณขั้วโลกเหนือ อย่างไรก็ตาม โดยที่เห็นว่า ม้ง มีลักษณะ หน้าตา ภาษา และความเชื่อทางศาสนาไม่เหมือนใคร บาทหลวงซาวีนา จึงเชื่อว่า ม้งไม่เหมือนชนชาติใดๆ ในทวีปเอเชีย และมีแหล่งกำเนิดจากที่แห่งหนึ่งในแคว้นเมโสโปเตเมีย จากประวัติศาสตร์ของจีน สันนิฐานได้ว่า ชาวม้งอยู่ในประเทศจีนมาก่อนชาวจีน และมีอาณาจักรของตนเองอยู่อย่างสงบสุขมาเป็นเวลานาน ต่อมาชาวจีนได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณลุ่มแม่นำฮวงโห (แม่นำเหลือง) และได้แผ่ขยายอาณาเขตออกมาด้วยการสู้รบขับไล่ชนชาติต่างๆ ที่เป็นบรรพบุรุษของชนชาติไทย ชนชาติม้ง และชนชาติอื่นๆ การต่อสู้ระหว่างบรรพบุรุษของชนชาติม้งและชนชาติจีนได้เป็นไปอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ ในสมัยราชวงศ์แมนจู (เหม็ง) หรือคริสศตวรรษที่ 17 กษัตริย์ในราชวงศ์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปรามให้ชาวม้งยอมจำนนโดยสิ้นเชิง จึงได้มีการต่อสู้อย่างรุนแรงในหลายแห่ง เช่น ที่เมืองพังหยุน ในปี ค.ศ. 1466 ในมณฑลไกวเจา ในระหว่าง ปี ค.ศ. 1733-1735 ในมณฑลเสฉวนและไกวเจา ระหว่างปี 1763-1775 สำหรับการสู้รบกับจีนครั้งหลังสุด เป็นช่วงเวลาประมาณ ปี ค.ศ. 1855-1881 ชาวม้งได้พ่ายแพ้ ส่วนหนึ่งจึงหลบหนึเข้าไปอยู่ตามป่าตามเขา ร่นไปทางตะวันตก มณฑลเสฉวน และทางใต้ มณฑลตังเกี๋ย และมณฑลยูนนาน ระหว่างการสู้รบศึกสงครามชาวม้งได้อาศัยภูเขาเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูและเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับความเป็นชนชาติที่รักอิสระ ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มเย็นและกว้างใหญ่ไพศาล การอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงจึงได้กลายเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชนชาติม้งในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งมีการกล่าวกันว่า "น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก แต่ภูเขาเป็นของม้ง" ชาวม้งได้อพยพผ่านประเทศเวียตนาม ลาว และในที่สุด ถึงประเทศไทย จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านที่มีอายุร่วมร้อยปี กล่าวว่าพวกเขาเกิดในแผ่นดินไทย และส่วนใหญ่กล่าวว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขาเป็นนักรบเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะที่ศูนย์วิจัยชาวเขาที่เชียงใหม่มีความเห็นว่า ชาวม้งกลุ่มแรกๆ ได้อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยประมาณเมื่อ ปี ค.ศ. 1850 ฉะนั้น ชาวม้งจึงน่าจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้ประมาณ 150 ปีมาแล้ว โดยมีเส้นทางอพยพเข้ามา 3 จุดใหญ่ๆ คือ

1. เป็นจุดที่ชาวม้งเข้ามามากที่สุด อยู่ทางทิศเหนือสุดหรือแนวเมืองคาย - ห้วยทราย - เชียงของ
2. อยู่ในแนว สายบุรี (ลาว) - อ. ปัว จ. น่าน
3. เป็นจุดที่เข้ามาน้อยที่สุด อยู่ในแนว ภูเขาคาย (ใกล้เวียงจันทร์) - จังหวัดเลย

จากการสำรวจของ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางชุมชนบนพื้นที่สูง กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ปี 2541 ได้สรุปจำนวนประชากรชาวม้งว่ามีประมาณ 126,300 คน อาศัยอยู่ใน 13 จังหวัดเขตภาคเหนือ คือ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย พะเยา และ เลย
ชาวม้งในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ
1. ม้งจั๊ว (ม้งเขียว หรือ น้ำเงิน)
2. ม้งเดอะ (ม้งขาว)
3. ม้งจ้ายบ๊าง (ม้งลาย)

...บางที่มา ...

ประวัติและความเป็นมา (History of the Hmong people)

ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่า ชนชาติม้ง มาจากที่ไหน แต่สันนิษฐานกันว่า ม้ง คงจะอพยพมาจากที่ราบสูงธิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งชาวเขาเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเจา ฮุนหนำ กวางสี และมณฑลยูนาน ม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีนมาหลายศตรรษ จนกระทั่ง ประมาณคริสตศตวรรษที่ 17 ราชวงค์แมนจู (เหม็ง) มีอำนาจในประเทศจีน กษัตริย์จีนในราชวงค์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปราม เพราะเห็นว่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดว่า ม้งเป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบปรามม้งเกิดขึ้น โดยให้ชาวม้งยอมจำนน และยอมรับวัฒนธรรมของจีน จึงได้มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในหลายแห่ง เช่น ในเมืองพังหยุนในปี พ.ศ.2009 และการต่อสู้ในมณฑลไกวเจาในระหว่าง พ.ศ. 2276 - 2278 และการต่อสู้ในมณฑลเสฉวนในระหว่าง พ.ศ. 2306 – 2318

ชาวม้ง ประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียพลรบ และประชากรเป็นจำนวนมาก ในที่สุด ม้ง ก็เริ่มอพยพถอยร่นสู่ ทางใต้ และกระจายเป็น
กลุ่มย่อย ๆ กลับขึ้นอยู่บนที่สูงป่าเขาในแคว้นสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และอีกกลุ่มได้อพยพไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรลาว
บริเวณทุ่งไหหิน เดียนเบียนฟู และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2400 เศษ เป็นต้นมา

ชาวม้ง ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง กำแพงเพชร เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 151,080 คน

ประชากรม้งในจีน